MotionPicture

Sofia Coppola : ...Lost In Her Films
by Film Sceptic

เธอพิสูจน์ว่าคำกล่าว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ยังคงใช้ได้ดีเสมอ โซเฟีย คอปโปลา ทายาทของผู้กำกับระดับตำนานนาม ฟรานซิส คอปโปลา เธอกำลังเป็นดาวรุ่งอันเจิดจรัสในวงการหนัง และนี่เป็นครั้งแรก (หากจำไม่ผิด) ที่ คนทำหนัง ซึ่งเราภูมิใจเสนอเป็นสตรีเพศ

โซเฟียคงจะเข้าสู่วงการหนังตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้เลยมั้ง เมื่อเธอถูกนำตัวเข้าฉากทั้งยังแบเบาะใน The Godfather (1972) และภาคสอง (1974) ก็โตขึ้นมาหน่อย ต่อด้วยภาคสาม (1990) ซึ่งภาคนี้เธอเป็นวัยรุ่นแล้ว สรุปคือ เธอมีส่วนใน The Godfather ทั้งสามภาคเท่ากับ อัล ปาชิโน นักแสดงนำเลยทีเดียว

โซเฟีย คอปโปลาเกิดที่แมตฮัตตัน, อเมริกา ในวันที่ 14 พ.ค. 1971 โตมาเข้าเรียนถ่ายภาพที่ Mills College แคลิฟอร์เนีย แล้วเรียนจิตรกรรมต่อที่ California Institute of The Arts ตั้งแต่เล็กๆ เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับหนังมาโดยตลอด จนปี 1998 เธอก็ทำหนังยาวเรื่องแรกชื่อ Lick The Star ที่เล่าถึง ความรุนแรงที่ดูจะฝังลึกอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นมัธยมสาวกลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกัน พวกเธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้สามารถรับมือกับวัยอันกราดเกรี้ยวเช่นนั้นให้ได้

เมื่อนวนิยายเรื่อง The Virgin Suicide (1993) โดย Jeffrey Eugenides ตกมาถึงมือโซเฟีย เธอก็ชอบมันมาก ด้วยเสน่ห์อันดำมืดที่พาดพิงเรื่องราวทางเพศของวัยรุ่น และเธอก็ลงมือดัดแปลงมันเป็นบทภาพยนตร์ The Virgin Suicide (1999) เป็นเรื่องราวอันงดงามเกี่ยวกับ 5 สาวพี่น้องซึ่งความเป็นไปของพวกเธอช่างดูลึกลับ ทั้งหมดนั้นคือความรัก ความตายที่ดูแปลกและ กึ่งฝันกึ่งจริง

และด้วยความประทับใจส่วนตัวของโซเฟียต่อกรุงโตเกียว ก็จึงเกิด Lost In Translation (2003) ขึ้น เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ฉันมีภาพฉากต่างๆอยู่ในหัวเลยนะ ฉันฝันอยากทำหนังในโตเกียวมากๆ อยากจะถ่ายแสงนีออนตอนกลางคืน ดูยังไงมันก็โรแมนติก... หนังเล่าเรื่องชายหญิงชาวอเมริกันสองคน มารู้จักพบเจอกันที่โตเกียว ชีวิตส่วนตัวของทั้งสองต่างขาดพร่อง ในเวลาเดียวกันนั้น คนทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับความสับสนแปลกแยกในวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย หนังคงความเป็นดรามาชั้นดี เปี่ยมศิลปะทั้งยังมีประเด็นให้ขบคิด มีบทสนทนาที่แสนชาญฉลาด และการแสดงอันยอดเยี่ยม

ด้วยอายุที่ยังไม่มาก แต่โซเฟียก็เป็นผู้หญิงคนที่สามของโลกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ถ้าจำกัดเพียงชาวอเมริกันแล้ว โซเฟียเป็นผู้หญิง คนแรกเลยล่ะ และเร็วๆนี้เตรียมพบกับผลงานใหม่ของเธอคือ Marie-Antoinette ที่น่าดูสุดๆ

Lars Von Trier : The Journey in The Dark
by Film Skeptic

นอกจากการเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Dogma 95 ที่มีชื่อเสียง (ซึ่งกลุ่มนี้มีกฎเกณฑ์เฉพาะในการทำหนังเช่น ไม่มีการตั้งกล้องนิ่งๆ หรือต้องถ่ายในสถานที่จริงเท่านั้นไม่มีการจัดฉาก ฯลฯ ) ลารส์ ฟอน ทรีเยร์ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ฉายด้านมืดของจิตใจมนุษย์และไถ่ถามถึงสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาของชีวิตได้อย่างหมดจดที่สุด

หนังสร้างชื่อเรื่องแรกคือ Element of Crime (1984) ซึ่งได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่เขาก็ล้มเหลวกับหนังเรื่องถัดมา จนมาถึง Europa (1991) ที่เป็นการกู้ชื่อกลับมาอย่างงดงาม ท้องเรื่องของหนังเกิดที่เยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมันก็ได้เปิดเผยความจริงที่เราต้องทึ่ง

ฟอน ทรีเยร์สร้างอนุสาวรีย์ให้กับตัวเองใน Breaking the Waves (1996) นี่คือปฐมบทแห่งไตรภาคชุด ผู้หญิง แสนเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก เป็นโศกนาฏกรรมรักของปัจเจกที่เกี่ยวพันกับชุมชนเคร่งศาสนาที่เธออยู่ ใครได้ดูก็คงจะต้องหลั่งน้ำตาให้กับ Bess นางเอกของเรื่อง (แสดงได้อย่างสุดยอดโดย Emily Watson) เธอสับสนอยู่ในความรัก, ศรัทธาในพระเจ้า, มุมมืดในหัวใจ และแรงกดดันจากสังคม

งานชิ้นต่อมาคือ Dancer in The Dark (2000) เป็นหนังเพลงที่นำแสดงโดย บียอร์ค ซึ่งเธอก็เล่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ หญิงจากยุโรปตะวันออกอพยพมาอเมริกาพร้อมกับชะตาชีวิตอันหนักอึ้ง ตาของเธอกำลังจะบอดและมันจะเป็นพันธุกรรมถึงลูกเธอด้วย เธอจึงต้องบากบั่นทำงานเพื่อลูก ดวงตาใกล้จะมืดมิดแต่หูของเธอกำลังจะกระจ่างแจ้ง ความมืดที่จะเผชิญไม่ได้เกิดกับดวงตาเธอเท่านั้น เธอยังต้องรับรู้ ความมืด ที่สังคมมอบให้ด้วย และนี่คือหนังเรื่องแรกของโลกที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคดิจิตอลทั้งหมด ตัวหนังได้รางวัล ปาล์มทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดในเทศกาลเมืองคานส์ (อีกแล้ว )

Dogville (2003) แม้จะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของเขา แต่เราก็ดูหนังจบลงด้วยความตื่นตะลึง เศร้า และสับสนไปกับภาพมนุษย์ผู้อ่อนแอ ฟอน ทรีเยร์นำเสนอความคิดและมุมมองโดยไม่เสนอคำตอบ ทั้งยังกระตุ้นเราด้วยความรู้สึกและคำถาม ปีนี้ (2005) Manderlay กำลังอยู่ในคานส์ และเช่นเดียวกับหนังที่ผ่านมาของเขาที่มันมีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก

ลารส์ ฟอน ทรีเยร์ เกิดที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เมื่อ 30 เม.ย. 1956 ประสบการณ์บางส่วนในวัยเด็กมีส่วนในนิสัย ขบถ เมื่อยามที่เขาเติบโตขึ้น อายุ 11 ปีก็เริ่มทำหนังสั้นแล้วโดยใช้กล้องของแม่ ชีวิตการเรียนเขาไม่ต่อเนื่องนัก ดื่มไวน์เป็นน้ำและคลั่งไคล้การดูหนังอย่างหนัก ซึ่งทำให้เขาเข้าเรียนภาพยนตร์ในร.ร.หนังแห่งกรุงโคเปนเฮเกนช่วงต้นทศวรรษที่80 ซึ่งเป็นที่ที่ฟอน ทรีเยร์ได้ดูหนังคลาสสิกแทบทุกเรื่อง เขาเรียนจบในปี 1983 พร้อมกับหนังเรื่อง Images of a Relief

Michael Moore : The Big Man and His Films
By Film Skeptic

เขาคือชายตัวอ้วนใหญ่ที่มักปรากฎกายกับแว่นตาและหมวกเบสบอล ผู้สร้างความสั่นสะเทือนทั้งวงการหนังและวงการการเมือง (โดยเฉพาะในอเมริกา) ด้วยหนังสารคดี ในสายตาของนักการเมืองและนักธุรกิจผู้มีลับลมคมใน ชายตัวใหญ่ราวกับหมีแต่แฝงความเป็นมิตรไว้คนนี้ คงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า เจ้าวายร้าย ที่คอยก่อกวนผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขา

ไมเคิล มัวร์ เกิดที่เมือง Flint รัฐมิชิแกน ในวันที่ 23 เม.ย. 1954 เขาเข้าเรียนด้านหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Flint งานอดิเรกที่เขาชอบในช่วงนั้นก็คือ การยิงปืน ซึ่งเขาเคยกระทั่งชนะรางวัลมาแล้ว หลังเรียนจบ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารของมหาวิทยาลัย ต่อมาได้เริ่มทำหนังจากเงินที่ได้รับจากการจัดเล่นบิงโกที่บ้านของเขาเอง ซึ่งนั่นคือที่มาของหนังเรื่อง Roger&Me (1989)

จากนั้นก็ได้เข้าทำสารคดีและทีวีซีรีย์โดยมักทำสารคดีที่มีเรื่องราวโจมตีกลุ่มการเมืองหรือองค์กรธุรกิจ เขาเองยังเคยถูกจับกุมระหว่างถ่ายทำมิวสิควิดีโอ Sleep Now In Fire ของวง Rage Against The Machine ด้วย ซึ่งมิวสิควิดีโอมีเนื้อหาต่อต้านตลาดทุนและการลงทุนของสหรัฐฯในต่างแดน

งานสร้างชื่อระดับสากลของมัวร์ได้แก่ Bowling For Columbine (2002) ที่เปิดโปงความรุนแรงในอเมริกาผ่านการสำรวจการถือครองอาวุธปืน โดยเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง และก่อนจะไปสู่งานใหญ่อีกชิ้น มัวร์ได้เป็นหนึ่งในผู้กำกับหลายคนที่ได้ทำมิวสิควิดีโอให้ R.E.M. โดยเขาได้กำกับในเพลง All the Way to Reno (2003)

ในปี 2004 งานสำคัญของมัวร์ก็ปรากฎโฉม Fahrenheit 9/11 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอย่างเปิดเผยที่จะอัดประธานาธิบดีบุชและนโยบายของเขาเกี่ยวกับสงครามและการต่อต้านการก่อการร้าย มัวร์เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกระหว่างครอบครัวบุชกับคนหลายกลุ่มในตะวันออกกลางรวมทั้งบิน ลาเดน หนังกระตุ้นให้เราเกิดอารมณ์คล้อยตามได้อย่างมาก ฟุตเทจเด็ดๆ จำนวนมากที่เราต้องชมว่ามัวร์ไปหามาได้ยังไง เช่น ภาพหลุดๆ ของนักการเมืองคนดัง ต่อมา มัวร์ก็ทำ Sicko (2005) ซึ่งเน้นสำรวจระบบรักษาสุขภาพของอเมริการวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตด้วย

ปัจจุบัน มัวร์ใช้ชีวิตที่นครนิวยอร์ก และเตรียมพบกับภาคต่อของ Fahrenheit 9/11 ได้ในปี 2007 ที่ยังมุ่งสะกิดแผลของรัฐบาลบุชอย่างต่อเนื่อง


edit @ 2006/01/26 11:35:39

By Film Skeptic

เมื่อ Old Boy (2003) ได้รับรางวัลปาล์มทองคำที่คานส์ สปอตไลท์ทั้งหลายก็ดูจะจับจ้องมาที่เขากันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่ง ปาร์ก ชาน วูก เองก็ตกผลึกเพียงพอที่จะเป็นดาวจรัสแสงแห่งวงการภาพยนตร์อยู่แล้วด้วยเขาคือผู้กำกับเกาหลีรุ่นใหม่ที่ช่ำชองในการทำหนังทั้งแบบเอาใจตลาดและหนังที่เอาใจตัวเองแบบโชว์ฝีมือไปในตัว ซึ่งคุณสมบัตินี้ก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆซะที่ไหนล่ะ
ชื่อของปาร์กเริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง Joint Security Area (2000) ซึ่งเป็นเรื่องอันเปี่ยมพลังเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นแถบพรมแดนเกาหลีเหนือและใต้ซึ่งตรงนั้นเป็นเขตปลอดทหาร หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเกาหลี

ปาร์กเริ่มมีความสนใจในภาพยนตร์เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย Sogung (แม้ว่าเขาจะเรียนทางปรัชญาก็ตาม) ซึ่งเขาได้ร่วมก่อตั้ง film gang และตีพิมพ์บทวิจารณ์หนังร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง หลังจากเรียนจบประมาณปี 1988 ก็เริ่มงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ จนปี 1992 ก็ได้กำกับหนังเรื่องแรกคือ The Moon is The Suns Dream ซึ่งเป็นหนังแก๊งสเตอร์-ดรามา

สไตล์ทำหนังที่นับเป็นลายเซ็นของปาร์กไปแล้วคือ หนังที่มีแก่นเรื่องผูกพันกับการแก้แค้น / การล้างแค้น ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า เขา สะสมความโกรธแค้น ไว้ไม่น้อย และอยาก เสนอภาพความรุนแรงออกมาเป็นหนังดีๆ ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็จะเปิดมุมมองด้านมืดของการล้างแค้นอีกด้วย แม้ว่าการล้างแค้นนั้นจะดูดีแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้ หนังของเขามักแฝงอารมณ์ขันไว้ด้วยแต่ก็เป็นความขันเฉพาะตัวของปาร์กเองนั่นแหละ
หนังชุดสำคัญของปาร์กก็คือ ไตรภาคแห่งการล้างแค้น เริ่มจาก Sympathy for Mr. Vengeance (2002) หนังได้รับเรท R เพราะ ความดิบ ของมันที่บรรจุไว้ทั้ง ความโหด เรื่องทางเพศ ภาษาต่ำๆ และการใช้ยา ว่าด้วยหนุ่มหูหนวกที่พลิกผันไปเป็นโจรด้วยความยากจน แต่เหตุการณ์กลับผิดแผนและเกิดการแก้แค้นกันหนักหน่วง ต่อกันที่ Old Boy (2003) ชายผู้มีความสุขกับครอบครัวถูกจับตัวมาขังแบบไร้คำอธิบายอยู่ในห้องพัก 15 ปีโดยมีเพียงทีวี 1 เครื่อง เขาเองพยายามหนีและฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ จนเขาได้รับการปล่อยตัวออกมาพร้อมกับเงิน โทรศัพท์มือถือ และเสื้อผ้าหรู แล้วมีชายคนหนึ่งโทรเข้ามาให้เขาทายว่าทั้งหมดนี้เกิดอะไรขึ้น เมียของเขาก็ถูกฆ่าด้วย เขาจึงเริ่มไล่ล่าตัวก่อเหตุด้วยความเคียดแค้นเต็มขีด

มาในปี 2005 Sympathy for Lady Vengeance หนังปิดไตรภาคที่เป็นเรื่องราวของผู้หญิงกับการแก้แค้น ซึ่งได้ ลี ยอง แอ จาก One Fine Spring Day มาเพิ่มความน่าดูชม หนังเรื่องนี้ออกฉายแล้วที่เกาหลี

ปัจจุบัน ปาร์ก ชาน วูกอายุ 42 ปี ยังคงทำหนังและเขียนบทอย่างต่อเนื่อง

By Film Skeptic

อัลโมโดวาร์เริ่มต้นงานกำกับหนังจากความหลงใหลส่วนตัวล้วนๆโดยที่ไม่เคยเรียนทางภาพยนตร์มาก่อนเขามักจะบรรยายเรื่องราวที่อัดอั้นกดดันภายในออกมาและเครื่องมือที่เขาใช้สื่อสารนั้นเริ่มต้นจากการใช้กล้องถ่ายหนัง 8 มิลลิเมตรเป็นตัวบันทึกและถ่ายทอด

เมืองเล็กๆ ในสเปนชื่อ Calzada de Calatrava คือบ้านเกิดของอัลโมโดวาร์เขาเกิดเมื่อปี 1949 เวลาที่สเปนกำลังย่ำแย่ เขาเคยกล่าวไว้ พออายุ 19 ปีก็เข้ามาตามหาฝันในกรุงมาดริดแต่กลับต้องเลี้ยงชีพด้วยการขายของเก่าในตลาดนัดแม้เขารักหนังเข้าเส้นแต่ก็ไม่มีสตางค์มากพอที่จะเรียนยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนทำหนังในสเปนได้ถูกปิดไปในทศวรรษ 1970s ยุคของนายพลฟรังโก้ ต่อมาก็ได้เข้าทำงานในบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งที่นี่เองเขาได้เก็บเงินซื้อกล้องถ่ายหนัง 8 มม. จนปี 1972-1978 เขาก็ได้อุทิศตัวเองให้กับหนังสั้น (เรื่องแรกคือ Film Politico ปี 1974) 2-3 ปีต่อมาอัลโมโดวาร์ก็เริ่มเป็น ดาวของขบวนการ Pop Art ในมาดริด ส่วนหนังยาวเรื่องแรกของเขาคือ Pepi, Luci, Bom and Other Girls On The Heap (1980)

ณ ตอนนี้ 30 ปีแห่งการทำหนัง เขาทำหนังมาเกือบ 30 เรื่อง คอลัมน์นี้จึงไม่สามารถเล่าชีวิตและงานของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ทั้งหมดในที่นี้จะขอตัดมาเพียงงานเพียง 3 เรื่องหลังของเขาที่นับได้ว่าเป็นตัวก่อรูปให้อัลโมโดวาร์เป็น idol ของนักทำหนังทั่วโลก

All About My Mother (1999) เริ่มจากการฉายภาพของสองแม่ ลูกที่ดูจะสนิทกันเกินธรรมดา ความสุขนั้นทลายลงเมื่อ Estaban ลูกชายตายลงด้วยอุบัติเหตุขณะกำลังขอลายเซ็นนักแสดงคนโปรด Manuela จึงมุ่งสู่บาร์เซโลนาที่ซึ่งเธอจากมาเมื่ออายุ 15 ปีณ ที่นั้นเธอได้พบกับเพื่อนเก่าชื่ออากราโด กะเทยขายตัวได้รู้จักกับโรซ่า- แม่ชีสาวที่ตั้งท้องกับพ่อของลูกเธอเอง (ก็คือสามีเธอนั่นแหละ) รวมถึงตัวละครที่ดู ไม่ค่อยปกติที่เปี่ยมสีสันคนอื่นๆ ตัวละครเหล่านี้อาจจะถูกวางไว้เพื่อสะท้อนความวิปริตวิปลาสของสังคมปัจจุบันก็เป็นได้ All Aboutบอกเล่าชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมาผ่านมุมมองหนังระดับคลาสสิคแบบ Streetcar

พอปี 2002 Talk To Her ก็มาให้เราได้ทึ่งกัน มันคือศิลปะการเล่าเรื่องชั้นครู พลังข้างในถูกปลดปล่อยออกมาคล้ายการไหลของลาวา ช้าๆ แต่ทรงพลังชีวิตของชายสองคนที่โชคชะตาผลักดันมาให้เจอกัน ต่างคนต่างมีสตรีในดวงใจซึ่งความรักของชายทั้งคู่ก็คือ theme หลักของหนังคู่ไปกับมิตรภาพของชายทั้งสองคือ เบนิโน่และมาร์โคหนังอุดมไปด้วยเรื่องราวหลากหลายต่างระดับตั้งแต่ขบขัน ความรัก ไปถึงการทำร้ายจิตใจล่าสุดกับ Bad Education (2004) ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้สองเรื่องก่อนในเทศกาลหนังกรุงเทพฯที่ผ่านมาบัตรถูกจองเต็มล่วงหน้าทุกรอบ เรื่องพูดถึงชีวิตเด็กชายสองคนในรร. สอนศาสนาและพฤติกรรมอันดำมืดของบาทหลวงนี่คือการย้อนมองเรื่องราวเจ็บปวดในอดีตของตนเองสมัยเป็นนักเรียนวัยรุ่น ดังที่เขาออกมาอธิบายว่า Bad Education deals with my own biography.