MotionPicture


Directed by Steve Pink

หนังดูสนุกสุดๆ เรื่องนี้ เสียดสีค่านิยมทางการศึกษาผิดๆ ที่คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะผู้ปกครองของเรา) นับถือได้แสบสันต์ ต่อยปัญหาได้ตรงเป้า ทำให้เราเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วแก่นแท้ของการศึกษาคืออะไร ยิ่งถ้าใครสงสัยว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไรนะ นายต้องรักหนังเรื่องนี้แน่ๆ This film is witty, funny and pretty amusing with the sarcastic tone on Education concept that most people (including our parents) hold on to. If you are asking yourself about the purpose of studying, this film is a-must.

Text by Spaceuniverse

หนัง Animation ขนาดสั้นสุดฮาจากกลุ่มเด็กไทย 6 คน ในนาม Boohshit ที่เต็มไปด้วยมุกอุบาทว์อันขัดต่อศีลธรรมอันดี (ถึงแม้ตอนจบจะแกล้งเป็นคนดีก็เถอะ) รับชมได้ที่ www.boohshit.com ใครไม่ขำกูให้เตะเลย A side-splitting short animation from a group of 6 Thai boys called Boohshit is so full of dirty jokes against decency (Although they fake a moral lesson at the end) Get a good laugh @ www.boohshit.com

Directed by Yukihiko Tsutsumi
คนชอบถ่ายภาพคงหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก การแสดงของเรียวโกะให้ความรู้สึกสดสว่างสวยงาม แต่ก็เบาบางดุจความฝัน จนเราต้องหันมาตรองว่ากำลังละทิ้งหรือเข่นฆ่าความฝันตัวเองอยู่รึเปล่า อ้อ มาม่าใส่มายองเนสนี่อร่อยนะ หนูคอนเฟิร์ม This film is surely a beloved for any photographer. Ryokos acting represents something warm and radiant and as the same time, so airy like dream itself. Just dont toss off your own dream. Instant noodle with Mayonnaise is actually good, by the way.

Text by Sunday-Syndrome

Cool Short Film : Nice
Nice หนังสั้นรางวัลที่ 2 จาก Little R Short Film จังหวะดี ฮาขี้แตก สัปดนบนความสร้างสรรค์ ฝีมือของแมลงปีศาจ นักวาดการ์ตูนจอมฮาที่โลดแล่นปั่นป่วนวงการนู้นนี้เป็นประจำ หาดูได้ใน Memo Magazine เล่มล่าสุด (Vol.11)
Nice, the second awarded short film from Little R Short Film Project, is quite hilarious. Its another works by BUG, the funny cartoonist who always has a part of everything in every field. Watch this film in Memo, a VCD Men Magazine Vol. 11

More Info @ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=demonbug&group=6



Shunji Iwai : All About Shunji Iwai
By Film Skeptic

ชื่อ Shunji Iwai (ชุนจิ อิวาอิ) เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริงจาก Love Letter (1995) ซึ่งเป็นหนังยาวเรื่องแรกของเขา Love Letter ว่าด้วยหญิงสาวผู้เขียนจดหมายไปถึงคู่รักของเธอที่จากไปแล้ว และได้รับการตอบกลับมาอย่างน่าพิศวง ใครได้ดูก็คงรู้ว่าเมื่อหนังจบแล้วหัวใจของเราอิ่มเอิบขนาดไหน ชุนจิดำเนินเรื่องได้อย่างชาญฉลาดมาก ส่วนตัวหนังก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีรวมถึงเมืองไทยเราด้วย

ปลายเดือนมกราคม ปี 2006 นี้ ชุนจิจะมีอายุครบ 43 ปี หลังเรียนจบภาพยนตร์จาก Yokohama National University ในปี 1987 เขาก็เริ่มงานเป็นผู้กำกับมิวสิควีดีโอและละครทีวี งานละครทีวีนั้นเขาผลิตผลงานไว้เยอะทั้งเขียนบทและกำกับ หนัง(ทีวี)รุ่นแรกของเขาก็อย่างเช่น Ghost Soup (1992), Fried Dragon Fish (1993) ที่เป็นหนังดีชวนเวียนหัวของเขา หรือ Fireworks (1993) เรื่องนี้ส่งให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากสมาคมผู้กำกับญี่ปุ่น Fireworks เป็นหนังน่าดูที่ดำเนินเรื่องโดยเด็กๆ ใช้มุมมองนำเสนอต่างกันถึง 3 แบบ

ชุนจิขยับเข้าสู่วงการหนังด้วย Picnic (1994) และ Undo (1994) หนังสั้นสองเรื่องที่มีกลิ่นอายของการ ทดลองอบอวลอยู่ สำหรับ Picnic ชุนจิปั้นตัวละครให้เป็นคนไข้ทางจิตซะเลย คนไข้สามคนหนีออกไปหาเสรีภาพในโลกกว้างด้วยกฎเกณฑ์อันพิลึก เรื่องนี้ทำให้เกิดคู่รักนอกจอระหว่างชาร่า (Chara) ร็อคสตาร์สาวชื่อดังกับทาดาโนบุ อาซาโน่- พระเอกมาดเท่

ปี 1996 ชุนจิมี Swallowtail Butterfly ออกมา มันเป็นหนังเรื่องสำคัญของเขาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสุดๆ ทั้งในด้าน visual และการเล่าเรื่อง เมืองสมมติ Yen Town ถูกสร้างขึ้นมาให้ตัวละครสีสันฉูดฉาดได้โลดแล่น แม้ดนตรีประกอบก็งดงามลืมไม่ลง คล้อยหลัง 2 ปี ชุนจิสร้างหนังเล็กๆทว่าอบอุ่นและตราตรึงขึ้น April Story (1998) คือชีวิตและการก้าวไปข้างหน้าของนักเรียนสาวฮอกไกโดที่เข้ามาเรียนต่อที่โตเกียว ซึ่งจะนำพาเธอให้เรียนรู้ชีวิต และความรัก หนังนำแสดงโดยดาราวัยรุ่นผู้โด่งดัง Takako Matsu บทบาทของเธอเด่นนำตลอดทั้งเรื่องที่มีความยาวไม่มากนัก (67 นาที)

ปี 2000 ชุนจิปรากฏตัวฐานะนักแสดงในหนังเรื่อง Shiki- Jitsu (Ritual) ซึ่งกำกับโดย Hideaki Anno แล้วก็มาถึงช่วงสำคัญคือจาก เม.ย. ถึง ก.ค. 2000 นวนิยาย interactive เรื่อง All About Lily Chou-Chouได้รับการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นนวนิยายที่เขียนโดยชุนจิและเขาก็ดูแลเว็บที่เปิดขึ้นมาเองด้วยโดยใช้นามแฝง พอปี 2001 All About..ภาคหนังยาวก็เสร็จสิ้น ชุนจิเคยบอกว่านี่เป็นโปรเจ็คต์ที่หนักที่สุดที่เขาเคยทำมา ขนาดตัดต่อยังกินเวลาถึง 4 เดือน หนังมีการถ่ายภาพที่งดงาม ดนตรีที่เลิศเลอก็เข้ามารุกเร้าเรา สิ่งเหล่านี้เองที่ชุนจิใช้เป็นเครื่องมือในการเปิดเผยด้านมืดของชีวิตนักเรียนมัธยมญี่ปุ่น

ชุนจิหวนกลับสู่สังเวียนหนังสั้นอีกครั้งใน Arita (2002) ที่ร่วมกับโครงการ Jam Films ที่มีผู้กำกับร่วมกันหลายๆ คน กระทั่งปีที่ 2004 หนังเรื่อง Hana & Alice ที่เคยออกฉายในอินเตอร์เน็ทก็เป็นผลงานล่าสุดของเขา หนังมีภาพ สี และแสงโทนอุ่นๆ ตัวละครนำสาววัยรุ่นสองคนนั้นดูแฝงไว้ซึ่งบางสิ่งบางอย่าง รวมความว่านี่เป็นหนังที่คุณอย่าได้พลาดเชียวล่ะ


Steven Soderbergh: นักทำหนังอินดี้แห่งฮอลลีวู้ด?
By Film Skeptic

ชื่อของ Steven Soderbergh เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างแท้จริงจากการที่ Sex, Lies and Videotape (1989) ของเขาได้รับรางวัล Palm dOr ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1989 หลังจากคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์มาแล้ว (ซึ่งช่วยให้ชื่อเสียงของเทศกาลนี้โด่งดังมากขึ้น) ความที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช้เงินทุนมากมายนักทว่าก็ยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ Soderbergh จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างความหมายใหม่ (เชิงคุณภาพ) ให้แก่หนังอินดี้อเมริกันเลยทีเดียว

ภูมิหลังเดิมนั้น เขาเป็นคนจอร์เจีย สนใจทำหนังด้วยตัวเองเป็นทุนเดิม กล้อง 16 มม. คือเครื่องมือคู่กายที่เขาใช้ทำหนังสั้น เขาแอบเทคคอร์ส animation ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ยังเรียนชั้นม.ปลาย พอจบมัธยม เขาก็มุ่งหน้าไปฮอลลีวู้ดทันที ซึ่งเขาทำงานเป็นคนตัดต่ออิสระแต่ก็ไม่เวิร์คนัก จึงกลับมาทำหนังสั้นต่อและพัฒนาบทหนังไปด้วย รัศมีของเขาเริ่มส่งประกายครั้งแรกเมื่อเขาทำหนังสารคดีวงร็อคชื่อ Yes จนเข้าตาของทางวงซึ่งต่อมาได้ว่าจ้างให้เขาทำหนังคอนเสิร์ตยาว 2ชม. คือเรื่อง 9012 Live ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy ในปี 1986 ด้วย ต่อมาเขาได้ทำหนังสั้นชื่อ Winston ที่นับเป็นโครงร่างของ Sex, Lies and Videotape

อย่างไรก็ดี เขามิได้ประสบความสำเร็จกับหนังทุกเรื่อง Kafka (1991), King of The Hill (1993) ออกจะน่าผิดหวัง ส่วน The Underneath (1995) ที่เป็นฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ก็ไม่ค่อยลงตัว หรือ Schizopolis (1996) ที่เจ้าตัวออกปากเองว่า ปล่อยให้ตัวเองเกือบเดินตกขอบ แต่เขาก็บอกว่า จะไม่เลิกทำหนังอย่าง Schizopolis (หนัง black comedy กึ่งเหนือจริงที่ดูเป็นการทดลองส่วนตัว) แน่นอน แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความสุดขั้ว เขาจึงพยายามผสานความเป็นหนังอินดี้กับหนังสตูดิโอ(ใหญ่)เข้าไว้ในหนังของเขา หลายคนจึงเรียกหนังของเขาว่าเป็น หนังอินดี้ที่ประนีประนอมกับการตลาดได้อย่างลงตัว

ในปี 2000 Soderbergh คืนฟอร์มเจ๋งอีกครั้งกับ Traffic ซึ่งตัดสลับเล่าเรื่อง 3 เหตุการณ์ 3 สถานที่ เขาใช้ศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างช่ำชอง เรื่องราวของสงครามยาเสพย์ติดถูกเล่าอย่างสมจริง รวดเร็ว ฉับไว หนังได้รับการจัดองค์ประกอบอย่างลงตัว ในที่สุด หนังโปรเจ็คต์ใหญ่เรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จบนเวทีออสการ์อย่างมาก ซึ่งต่อมาจูเลีย โรเบิร์ตก็ได้รับรางวัลออสการ์จากบทบาท Erin Brockovich ที่ Soderbergh กำกับ สำหรับหนังเรื่องนี้ หลายคนบอกว่าเขา ตลาดจ๋าไปแล้ว แต่ในมุมมองของ Soderbergh เอง นี่คือการประนีประนอม (ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว) ซึ่งในกรณีนี้ เขาทำให้หนังที่ว่าด้วยการต่อสู้ทางคดีความดูสนุกเร้าใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ใน Oceans Eleven (2001) มีดาราดังมาร่วมงานกันคับคั่งซึ่งคงเป็นเพราะเครดิตของ Soderbergh เป็นแน่ ตัวหนังได้รับการกล่าวขวัญถึงค่อนข้างดี จนมีภาคต่อคือ Oceans Twelve ที่กำลังจะเข้าโรงอยู่ในตอนนี้ ส่วน Solaris นั้น เขาทำออกมาให้เป็นหนัง Sci-Fi เชิงปรัชญาแห่งปี 2002

ทั้งนี้ นอกจาก Soderbergh จะเป็นที่รู้จักในฐานะของผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขายังเป็น Producer และคนเขียนบทให้กับหนังอีกหลายเรื่อง อย่างปี 2005 นี้ งานโปรดิวซ์ของเขาเรียกว่า ชุกได้เลย ส่วนโปรเจ็คต์ที่น่าสนใจที่สุดน่าจะได้แก่ หนังเรื่อง Che ที่เขาจะควบทั้งงานโปรดิวซ์และกำกับเอง

Kim Ki-duk : The Korean Bad Guy
By Film Skeptic

เมื่อพูดถึงผู้กำกับเกาหลีที่พาเหรดหนังออกมาให้ผู้ชมทั่วโลกได้ชมกันแทบไม่ทันแล้วเนี่ย ชื่อของ Kim Ki-duk (คิม คี ดุ๊ก) ดูจะโดดเด่นเหนือผู้กำกับร่วมรุ่นจำนวนมากเลยทีเดียว เขาคือคนทำหนังอย่าง The Isle (1999), Bad Guy (2001), Spring, Fall, Winterand Spring (2003), Samaritan Girl (2004) หรือเรื่องหลังสุดที่ยังไม่ค่อยมีใครได้ชมกันคือ Bin-jip หรือ 3-Iron (2004) ถ้าบอกอย่างนี้แล้วยังไม่ get เราก็จะสรุปให้เลยว่า หนังของเขา เจ๋ง ควรค่าแก่การชม (แทบ) ทุกเรื่องเลยครับท่าน

คิมเป็นผู้กำกับแนวหน้าแห่งการตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์จริงๆ ผลงานของเขาส่วนใหญ่เกี่ยวพันเรื่องราวอันหม่นมัวจนถึงขั้นดิบเถื่อน แฝงไว้ด้วยความกราดเกรี้ยวรุนแรง ตัวละครก็มักจะไม่เหมือนผู้คนปกติทั่วไป แต่ด้านมืดเหล่านี้ก็ถูกเรียงร้อยไว้ด้วยศิลปะภาพยนตร์และจินตนาการสุดขั้ว มันจึงออกมาเป็นหนังชั้นดีไม่ใช่สารคดีแห้งๆไร้ชีวิตชีวา

หลังจากถือกำเนิดในหมู่บ้านกลางขุนเขา พออายุ 9ขวบ คิมก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงโซล เขาหยุดเรียนตอนวัยรุ่นแล้วออกทำงานในโรงงาน อายุ 20 เริ่มลงเรือเป็นนาวิกโยธินอยู่ 5 ปี ปูมหลังเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการทำหนังของเขาในเวลาต่อมา ครั้นอายุ 30 ปี เขาไปเรียนศิลปะในฝรั่งเศสซึ่งเป็นช่วงที่เขาต้องอยู่กินอย่างลำบาก 3 ปีต่อมา กลับมาเกาหลีแล้วเริ่มงานเขียนบทหนังซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จพอสมควร จนเขาได้เริ่มงานกำกับในที่สุด

หนังสองเรื่องแรก Crocodile (1996) และ Wild Animal (1997) ที่เปิดตัวด้วยภาพดุๆโหดๆของคนหนุ่มผู้แปลกแยกลึกลับ ต่อมาคือ Birdcage Inn (1998) ที่จะเป็นการเปิดประเด็นซึ่งพบได้ในหนังของเขาบ่อยๆ คือ โสเภณี-- จนในปี 1999 The Isle นำพาคิมไปสู่เทศกาลหนังนานาชาติและเป็นเรื่องแรกที่ได้รับการจัดจำหน่ายในอเมริกา หนังเรื่องนี้เป็นการผสานความงามในการถ่ายภาพกับความฝันเหนือจริงเกี่ยวกับโสเภณีใบ้ที่ต้องไปบริการชาวประมงที่พักอยู่ริมทะเลสาบ

กระโดดข้ามมาที่ Bad Guy (2001) ที่ทำให้เขาได้รับฉายาด้วยว่าเป็น Bad Guyของวงการหนังเกาหลี ตัวหนังได้รับความนิยมและมีคำชมคำวิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย หลายคนมองว่านี่เป็นผลมาจาก Jo Jae-hyeon ผู้เป็นดารานำที่เริ่มดังจากหนังทีวีในขณะนั้น Bad Guy ว่าด้วยอันธพาลร้ายผู้เป็นใบ้ (อีกแล้ว) ลักพาตัวเด็กนักเรียนสาวแล้วบังคับให้เป็นโสเภณี ทำให้มีคำวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ ดูถูกสตรี ปีต่อมา คิมก็ได้นำชีวิตตอนเป็นทหารอยู่ทะเลมาถ่ายทอดเป็น The Coast Guard (2002)

Spring (2003) ถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของคิม หนังพูดถึงการมองชีวิตด้วยสายตาแบบพุทธ มันคือย่างก้าวที่สุขุมลุ่มลึกของเขา ภาวะต่างๆของมนุษย์ถูกนำเสนออย่างถึงแก่น นักวิจารณ์หลายคนถึงกับบอกว่าคิมนั้น สุกงอมแล้ว ความลุ่มลึกยิ่งก้าวล้ำไปอีกใน Samaritan Girl (2004) คล้ายการบรรเลงซิมโฟนีในม่านหมอกทะมึน คิมตบหน้าเราฉาดใหญ่ด้วยคำถามอันหนักอึ้งต่อสังคมร่วมสมัย โครงเรื่องที่แสนเหนือชั้น คือ นักเรียนสาว 2 คนได้รับรู้ตำนานโสเภณีอินเดียโบราณ การค้นหาเชิงจิตวิญญาณจึงเริ่มดำเนินไปผ่านประสบการณ์ทางกามารมณ์ คุณงามความดีของหนังเรื่องนี้ทำให้คิมได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม Silver Bear ในเทศกาลหนังเบอร์ลินครั้ง 54 ที่เพิ่งผ่านมา

Wong Kar-wai : ผู้กำกับที่ทำความเหงาให้โรแมนติค
By Film Skeptic

ณ ปี 2005 นี้ หว่องคาไว (Wong Kar-wai) มีอายุ 47 ปี หนังเรื่องล่าสุดของเขา 2046 เสร็จออกมาให้เราได้ชมกันแล้ว หลังจากการสร้างอันยาวนานถึง 4 ปี สำหรับคอหนังนอกกระแสคงไม่ต้องเกริ่นนำถึงหว่องอะไรมาก แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักเขาเราจะพาไปทำความรู้จักกับหว่องคาไว-ผู้กำกับแถวหน้าของเอเชียชาวฮ่องกงผู้นี้

เมื่อจบการศึกษาทางกราฟฟิคดีไซน์ในปี 1980 หว่องก็เริ่มต้นงานกับแวดวงโทรทัศน์หลังจากนั้น 2 ปีเขาก็ลาออกแล้วทำงานเขียนบทหนัง จนปี 1986 ที่เขาเริ่มสร้าง As Tears Go By ซึ่งออกฉายในปี 1988 เขาก็ได้รับการจับตามองในฐานะผู้กำกับรุ่นใหม่ฝีมือดีทันที

หนังของหว่องบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ดูธรรมดาๆนี่แหละ แต่เขาก็ไม่เคยทำออกมาได้ธรรมดาเลย เขามักจะขับเคลื่อนหนังด้วยความรัก ความเปล่าเปลี่ยว ความหวัง ความผิดหวัง ความแปลกแยก รวมไปถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ หนังทุกเรื่องของหว่องมีความโรแมนติค อุดมไปด้วยอารมณ์เหงาซึ่ง ความเหงาแบบหว่องเป็นความเหงาที่ดูเท่เหลือเกิน ตัวละครของเขามักแสดงออกถึงความโหยหาและความว่างเปล่า และมักจะมีแผลหรือปม (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก) ซ่อนอยู่ในใจ ดังเช่นยกไจ๋ (เลสลี่ จาง) ใน Days of Being Wild โจวโมหวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) ในทั้ง In The Mood For Love และ 2046 หรือโซวไหล่เจิน (จางม่านอวี้) ในทั้ง Days of Being Wild และ In The Mood For Love

หว่องมักจะซ่อนสัญลักษณ์หรือนัยยะที่เชื่อมโยงกันและกันระหว่างหนังของเขาเสมอ เช่นห้องที่พระเอกและนางเอกลักลอบพบกันใน In The Mood For Love เป็นห้องหมายเลข 2046 ชื่อตัวละครที่เหมือนกันในหนังหลายเรื่องก็ชวนให้คิดว่ามีการถ่ายทอดสิ่งใดข้ามมาหรือเปล่า หรือบางครั้งก็มีฉากแบบที่ทำให้เรางงเป็นไก่ตาแต เช่น ฉากสุดท้ายใน Days of Being Wild ที่เหลียงเฉาเหว่ยอยู่ในห้องแคบๆ เพดานต่ำ แต่งตัว จุดบุหรี่ เตรียมสำรับไพ่ กำลังจะออกไปไหนสักแห่งในยามค่ำคืน ก็เป็นการทิ้งคำถามขนาดมโหฬารไว้ให้กับคนดู

งานด้านภาพและศิลปะภาพยนตร์ (cinematography) ของหว่องก็เป็นส่วนที่โดดเด่นมาก ยิ่งเขาได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องคู่ใจทำงานร่วมด้วย ดังนั้นภาพในหนังของหว่องจึงมีพลังสื่อสารสูงมาก เขาทำหนังได้แสนจะละเมียดละไม สิ่งที่ยืนยันได้ดีก็คือ การที่เขาสามารถผสานประเด็นหนัก-เบาต่างๆเข้าด้วยกันได้อย่างแนบเนียน ประเด็นของปัจเจกบุคคล อารมณ์ความรู้สึก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง เหล่านี้รวมอยู่ในหนังของหว่องได้อย่างไม่น่าเชื่อ

งานของหว่องเป็นที่ถูกอกถูกใจคอหนังอาร์ตทั่วโลก แม้เทศกาลหนังเมืองคานส์ยังต้องสับหลีกโปรแกรมให้ 2046 ออกฉายเปิดตัวได้ทัน ตอนนี้ถึงคราวแล้วที่เราจะไปสัมผัสหนังเรื่องใหม่ของหว่องว่าจะสร้างความประทับใจให้เราได้เหมือนเรื่องก่อนๆ รึเปล่า...

จาก Beat Takeshi ถึง Takeshi Kitano
by Film Skeptic

ทาเคชิ คิตาโน่ สร้างชื่อจากการเป็นนักแสดงโชว์ตลกในรายการ The Two Beats ที่ออกอากาศในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เขาโด่งดังในนาม บีท ทาเคชิ ปัจจุบันเขาคือผู้กำกับที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้กำกับญี่ปุ่นร่วมสมัย

คิตาโน่เริ่มเดินออกจากวงการตลกโดยประเดิมแสดงละครทีวีในบทฆาตกรโรคจิต ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทว่าหนังเรื่องแรกที่เขาเล่นคือ Danpu-Wateridori (1981) กลับไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร จนปี 1983 ในหนังเรื่อง Merry Christmas, Mr.Lawrence จากบท จ่าฮาระ-ทหารญี่ปุ่นผู้มีหลายบุคลิก ทำให้คิตาโน่ในฐานะนักแสดงเป็นที่รู้จักกันไปทั่วญี่ปุ่น นอกจากนี้ คิตาโน่ได้ทำงานอื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น เขียนบทความลงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ วาดรูป วาดการ์ตูน เขียนบทกวี รวมทั้งเขียนนวนิยายด้วย

การที่คิตาโน่ได้กำกับหนังนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องบังเอิ เพราะเรื่อง Violent Cop (1989) ที่เขากำกับเป็นเรื่องแรกนั้น เขาถูกจ้างมาเป็นนักแสดงนำแต่ผู้กำกับถอนตัวออกไป โอกาสจึงตกมาถึงเขาซึ่งเขาก็ตอบตกลง แต่ปัญหาของเขาก็คือ ไม่เคยกำกับและไม่เคยเรียนกำกับ มาเลย ทว่าในที่สุด เขาก็ทำคลอดหนังเรื่องแรกได้สำเร็จ สไตล์ของเขาในช่วงนี้คือการเคลื่อนกล้องน้อยๆ ไม่มีมุมกล้องเท่ๆ ซึ่งมันก็ได้สืบเนื่องมาในผลงานของเขาอีกในเรื่องต่อๆมา จนแทบจะกลายเป็น เครื่องหมายการทำหนังของเขาไปแล้ว

หนังของคิตาโน่จำนวนหนึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเลง/ยากูซ่า เช่น Boiling Point(1990), Sonatine (1993) ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหนังที่เยี่ยมที่สุดของเขา แต่อีกภาคหนึ่งเขาก็ทำหนังตลกอย่าง Getting Any? (1994) หรือหนังดราม่าเบาๆ Kikujiro (1999) ที่ชื่อของหนังตรงกับชื่อของพ่อคิตาโน่ด้วย แต่จริงๆแล้ว หนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับยากูซ่าหรือความรุนแรงของเขา กลับไม่ได้ต้องการเน้นจุดหลักไปที่ความรุนแรง ตัวละครยากูซ่าในหนังคิตาโน่ก็มักแฝงความตลกขบขัน ทำตัวแปลกๆ อย่างที่อาจจะไม่มีในพวกยากูซ่าของจริง

ปี 1997 หนังเรื่อง Hana-Bi ก็ทำให้ชื่อคิตาโน่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในโลกตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งยุโรป ตัวหนังได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (สิงโตทองคำ) ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ คิตาโน่สลัก Hana-Bi ขึ้นอย่างงดงาม นิ่งสงบ มีบทพูดแต่น้อย นับเป็นหนังในใจของผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับคนนี้

คิตาโน่ประเดิมปี 2000 ด้วย Brother ที่เป็นหนังพูดอังกฤษเรื่องแรกของเขา ตามติดมาด้วย Dolls ในปี 2003 ซึ่ง Dolls อาจจะเป็นหนังที่ดูนิ่งจน อืดไปสำหรับบางคน นั่นอาจเพราะว่าคิตาโน่พยายามจะเล่าเรื่องหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน โดยที่แต่ละเรื่อง เขาก็มิได้เร่งร้อนที่จะเดินเรื่องเลย อย่างไรก็ดี องค์ประกอบในเฟรมภาพรวมไปถึงงานด้านภาพก็ไม่ทำให้ Dolls ถือเป็นย่างก้าวที่ผิดพลาดของคิตาโน่

มาถึงหนังเรื่องล่าสุด Zatoichi (2003) คิตาโน่นำเสนอชีวิตของซามูไรตาบอด (ที่เป็นหมอนวดด้วย) ซึ่งเคยมีชีวิตจริงในญี่ปุ่น นับเป็นแนวทางที่ต่างออกไปจากเนื้อหาที่เขาเคยท ในเรื่องนี้คิตาโน่รับบทซาโตอิชิเอง ดังที่เขามักจะร่วมแสดงในหนังของเขาเป็นประจำอยู่แล้ว

นอกจากกำกับหนังเอง คิตาโน่ก็ยังแสดงหนังให้ผู้กำกับคนอื่นด้วย หลายคนคงจำมาดครูหลุดๆโลกใน Battle Royale (2001) ได้ดี ซึ่งเขายังคงความเป็นคิตาโน่ติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร

ความที่คิตาโน่เองก็ไม่ใช่ผู้กำกับรุ่นใหม่แล้ว และด้วยชั้นเชิงการทำหนังที่โดดเด่นของเขา ดังนั้น บ่อยครั้งเราจึงมักเห็นชื่อของเขาถูกเทียบเคียงกับผู้กำกับระดับบรมครูอย่างคูโรซาวาหรือโอสุ เราคิดว่า ณ เวลานี้คิตาโน่อาจจะยังไม่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น แต่อนาคตก็ไม่ไกลสำหรับเขาอยู่แล้ว ในวันนี้ เราจะขอเรียก -ทาเคชิ คิตาโน่- ว่าเป็น ซามูไรแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ไปก่อนก็แล้วกัน

Tim Burton : A lot of things you see as a child remain with you
by Film Skeptic

จะมีคนทำหนังซักกี่คนหนอ ที่ฮอลลีวู้ดตามใจเหลือเกิน อยากทำอะไรก็ไม่ขัด ...เหลียวซ้ายแลขวาก็เห็น ทิม เบอร์ตันนี่แหละที่โดดเด่นขึ้นมา ไฉนบุรุษผู้โปรดปรานการสวมชุดดำเป็นชีวิตจิตใจ (เขาบอกว่าขี้เกียจเสียเวลาเลือกชุด ^_^ ) ทำหนังก็มักไม่พ้นเรื่องราว Gothic แสนมืดหม่น จึงได้รับอภิสิทธิ์ถึงเพียงนี้ เราอาจไม่มีคำตอบมาให้แต่ว่าเรามีเรื่องราวของเขามาเล่าให้ฟัง

ทิม เบอร์ตันมีหัวทางวาดๆเขียนๆตั้งแต่เด็ก เขายังได้เคยทำหนังด้วยกล้อง Super 8 camera ออกมาเป็นหนังระทึกขวัญด้วย แต่ตอนนั้นเขาจงใจที่จะทำในแง่ของศิลปะมากกว่ามุ่ง ทำหนัง ตามความเข้าใจปัจจุบัน

Timothy W. Burton เกิดวันที่ 25 สิงหาคม 1958 ที่แคลิฟอร์เนีย เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีเพื่อนมากนัก เวลาว่างก็มักจะวาดการ์ตูนและดูหนังเก่าๆ แววทางศิลปะเริ่มฉายชัดเมื่ออยู่เกรด 9 ซึ่งเขาชนะเลิศการออกแบบโปสเตอร์รณรงค์การไม่ทิ้งขยะของเมืองที่เขาอยู่ และผลงานของเขาได้ปรากฏต่อสาธารณชนไปทั่ว จากนั้นเบอร์ตันก็เข้าเรียนใน California Institute of the Arts เมื่อเรียนจบฝีไม้ลายมือของเขาก็เข้าตาสตูดิโอ Disney ซึ่งเขาก็ได้ทำงานที่นั่นทันทีในตำแหน่ง animator โอกาสงดงามวิ่งมาสู่เขา เมื่อเขาได้ทำหนังชื่อ Vincent (1982) ซึ่งเป็น Animation เกี่ยวกับเด็กชายผู้อยากจะเป็น Vincent Price นักแสดงผู้โด่งดังในอดีต หนังได้รับการวิจารณ์ในทางชื่นชมและคว้ารางวัลติดมืออีกเพียบ

งานที่ทำให้ชื่อของเบอร์ตันเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริงคือ หนังยาวของเขาเรื่องแรกชื่อ Pee-wees Big Adventure (1985) ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นใจมาก หลังจากนั้นบทหนังมากมายก็ถูกเสนอให้ผู้กำกับคนเก่งทำเป็นหนัง แต่ระดับเบอร์ตันย่อมไม่ทำอะไรเบสิกๆอยู่แล้ว สามปีหลังจากนั้น เขาจึงตัดสินใจไม่ทำหนังอะไรเลย จนบทเรื่อง Beetle Juice (1988) ตกมาถึงมือ เขาเสกมันเป็นหนังในระดับ Big Hit และแล้วชื่อของเขาในฮอลลีวู้ดก็หอมหวลขึ้นมาทันที

ปีต่อมา 1989 เบอร์ตันทำหนังกับวอร์เนอร์บราเธอร์ คือ Batman นำแสดงโดย Michael Keaton พระเอกดังแห่งยุค เขาเปลี่ยมโฉมแบทแมนให้หม่นขึ้นแต่มันก็เป็นหนังที่ดูสนุกเอามากๆ และก้าวสู่อันดับหนังทำเงินอย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จนี้ เขาก็ต่อด้วย Edward Scissorhands (1990) หนังกึ่งมหัศจรรย์ผสานปรัชญาที่เป็นหนึ่งในที่สุดแห่งการให้อารมณ์และการแสดงออกทางศิลปะของเบอร์ตัน แต่สำหรับ Batman Returns (1992) หลายคนผิดหวังกับมัน อาจเป็นเพราะมันดูมืดดำกว่าภาคก่อนเข้าไปอีก แต่แบทแมนภาคนี้เบอร์ตันนับเป็นผู้เปิดพรมแดนใหม่ๆของหนังสไตล์ซุปเปอร์ฮีโร่เลยทีเดียว

หลังจากนี้ก็มีหนังอีกหลายเรื่องที่เขาได้แสดงอัจริยภาพอย่างเช่น The Nightmare Before Christmas (1993), Mars Attacks! (1996), Sleepy Hollow (1999), The World of Stainboy (2000), Planet of the Apes (2001), Big Fish (2003) จนถึงเรื่องปัจจุบัน Charlie and the Chocolate Factory (2005) ที่คนซึ่งได้ดูแล้วบอกว่า great fun ยังไงก็ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ ลองไปชมฝีมือของทิม เบอร์ตันกันเองเลยดีกว่านะจ๊ะ