
จาก Beat Takeshi ถึง Takeshi Kitano
by Film Skeptic
ทาเคชิ คิตาโน่ สร้างชื่อจากการเป็นนักแสดงโชว์ตลกในรายการ The Two Beats ที่ออกอากาศในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เขาโด่งดังในนาม บีท ทาเคชิ ปัจจุบันเขาคือผู้กำกับที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้กำกับญี่ปุ่นร่วมสมัย
คิตาโน่เริ่มเดินออกจากวงการตลกโดยประเดิมแสดงละครทีวีในบทฆาตกรโรคจิต ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทว่าหนังเรื่องแรกที่เขาเล่นคือ Danpu-Wateridori (1981) กลับไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร จนปี 1983 ในหนังเรื่อง Merry Christmas, Mr.Lawrence จากบท จ่าฮาระ-ทหารญี่ปุ่นผู้มีหลายบุคลิก ทำให้คิตาโน่ในฐานะนักแสดงเป็นที่รู้จักกันไปทั่วญี่ปุ่น นอกจากนี้ คิตาโน่ได้ทำงานอื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น เขียนบทความลงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ วาดรูป วาดการ์ตูน เขียนบทกวี รวมทั้งเขียนนวนิยายด้วย
การที่คิตาโน่ได้กำกับหนังนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องบังเอิ เพราะเรื่อง Violent Cop (1989) ที่เขากำกับเป็นเรื่องแรกนั้น เขาถูกจ้างมาเป็นนักแสดงนำแต่ผู้กำกับถอนตัวออกไป โอกาสจึงตกมาถึงเขาซึ่งเขาก็ตอบตกลง แต่ปัญหาของเขาก็คือ ไม่เคยกำกับและไม่เคยเรียนกำกับ มาเลย ทว่าในที่สุด เขาก็ทำคลอดหนังเรื่องแรกได้สำเร็จ สไตล์ของเขาในช่วงนี้คือการเคลื่อนกล้องน้อยๆ ไม่มีมุมกล้องเท่ๆ ซึ่งมันก็ได้สืบเนื่องมาในผลงานของเขาอีกในเรื่องต่อๆมา จนแทบจะกลายเป็น เครื่องหมายการทำหนังของเขาไปแล้ว
หนังของคิตาโน่จำนวนหนึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเลง/ยากูซ่า เช่น Boiling Point(1990), Sonatine (1993) ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหนังที่เยี่ยมที่สุดของเขา แต่อีกภาคหนึ่งเขาก็ทำหนังตลกอย่าง Getting Any? (1994) หรือหนังดราม่าเบาๆ Kikujiro (1999) ที่ชื่อของหนังตรงกับชื่อของพ่อคิตาโน่ด้วย แต่จริงๆแล้ว หนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับยากูซ่าหรือความรุนแรงของเขา กลับไม่ได้ต้องการเน้นจุดหลักไปที่ความรุนแรง ตัวละครยากูซ่าในหนังคิตาโน่ก็มักแฝงความตลกขบขัน ทำตัวแปลกๆ อย่างที่อาจจะไม่มีในพวกยากูซ่าของจริง
ปี 1997 หนังเรื่อง Hana-Bi ก็ทำให้ชื่อคิตาโน่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในโลกตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งยุโรป ตัวหนังได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (สิงโตทองคำ) ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ คิตาโน่สลัก Hana-Bi ขึ้นอย่างงดงาม นิ่งสงบ มีบทพูดแต่น้อย นับเป็นหนังในใจของผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับคนนี้
คิตาโน่ประเดิมปี 2000 ด้วย Brother ที่เป็นหนังพูดอังกฤษเรื่องแรกของเขา ตามติดมาด้วย Dolls ในปี 2003 ซึ่ง Dolls อาจจะเป็นหนังที่ดูนิ่งจน อืดไปสำหรับบางคน นั่นอาจเพราะว่าคิตาโน่พยายามจะเล่าเรื่องหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน โดยที่แต่ละเรื่อง เขาก็มิได้เร่งร้อนที่จะเดินเรื่องเลย อย่างไรก็ดี องค์ประกอบในเฟรมภาพรวมไปถึงงานด้านภาพก็ไม่ทำให้ Dolls ถือเป็นย่างก้าวที่ผิดพลาดของคิตาโน่
มาถึงหนังเรื่องล่าสุด Zatoichi (2003) คิตาโน่นำเสนอชีวิตของซามูไรตาบอด (ที่เป็นหมอนวดด้วย) ซึ่งเคยมีชีวิตจริงในญี่ปุ่น นับเป็นแนวทางที่ต่างออกไปจากเนื้อหาที่เขาเคยท ในเรื่องนี้คิตาโน่รับบทซาโตอิชิเอง ดังที่เขามักจะร่วมแสดงในหนังของเขาเป็นประจำอยู่แล้ว
นอกจากกำกับหนังเอง คิตาโน่ก็ยังแสดงหนังให้ผู้กำกับคนอื่นด้วย หลายคนคงจำมาดครูหลุดๆโลกใน Battle Royale (2001) ได้ดี ซึ่งเขายังคงความเป็นคิตาโน่ติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร
ความที่คิตาโน่เองก็ไม่ใช่ผู้กำกับรุ่นใหม่แล้ว และด้วยชั้นเชิงการทำหนังที่โดดเด่นของเขา ดังนั้น บ่อยครั้งเราจึงมักเห็นชื่อของเขาถูกเทียบเคียงกับผู้กำกับระดับบรมครูอย่างคูโรซาวาหรือโอสุ เราคิดว่า ณ เวลานี้คิตาโน่อาจจะยังไม่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น แต่อนาคตก็ไม่ไกลสำหรับเขาอยู่แล้ว ในวันนี้ เราจะขอเรียก -ทาเคชิ คิตาโน่- ว่าเป็น ซามูไรแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ไปก่อนก็แล้วกัน