MotionPicture

By Film Skeptic

อัลโมโดวาร์เริ่มต้นงานกำกับหนังจากความหลงใหลส่วนตัวล้วนๆโดยที่ไม่เคยเรียนทางภาพยนตร์มาก่อนเขามักจะบรรยายเรื่องราวที่อัดอั้นกดดันภายในออกมาและเครื่องมือที่เขาใช้สื่อสารนั้นเริ่มต้นจากการใช้กล้องถ่ายหนัง 8 มิลลิเมตรเป็นตัวบันทึกและถ่ายทอด

เมืองเล็กๆ ในสเปนชื่อ Calzada de Calatrava คือบ้านเกิดของอัลโมโดวาร์เขาเกิดเมื่อปี 1949 เวลาที่สเปนกำลังย่ำแย่ เขาเคยกล่าวไว้ พออายุ 19 ปีก็เข้ามาตามหาฝันในกรุงมาดริดแต่กลับต้องเลี้ยงชีพด้วยการขายของเก่าในตลาดนัดแม้เขารักหนังเข้าเส้นแต่ก็ไม่มีสตางค์มากพอที่จะเรียนยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนทำหนังในสเปนได้ถูกปิดไปในทศวรรษ 1970s ยุคของนายพลฟรังโก้ ต่อมาก็ได้เข้าทำงานในบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งที่นี่เองเขาได้เก็บเงินซื้อกล้องถ่ายหนัง 8 มม. จนปี 1972-1978 เขาก็ได้อุทิศตัวเองให้กับหนังสั้น (เรื่องแรกคือ Film Politico ปี 1974) 2-3 ปีต่อมาอัลโมโดวาร์ก็เริ่มเป็น ดาวของขบวนการ Pop Art ในมาดริด ส่วนหนังยาวเรื่องแรกของเขาคือ Pepi, Luci, Bom and Other Girls On The Heap (1980)

ณ ตอนนี้ 30 ปีแห่งการทำหนัง เขาทำหนังมาเกือบ 30 เรื่อง คอลัมน์นี้จึงไม่สามารถเล่าชีวิตและงานของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ทั้งหมดในที่นี้จะขอตัดมาเพียงงานเพียง 3 เรื่องหลังของเขาที่นับได้ว่าเป็นตัวก่อรูปให้อัลโมโดวาร์เป็น idol ของนักทำหนังทั่วโลก

All About My Mother (1999) เริ่มจากการฉายภาพของสองแม่ ลูกที่ดูจะสนิทกันเกินธรรมดา ความสุขนั้นทลายลงเมื่อ Estaban ลูกชายตายลงด้วยอุบัติเหตุขณะกำลังขอลายเซ็นนักแสดงคนโปรด Manuela จึงมุ่งสู่บาร์เซโลนาที่ซึ่งเธอจากมาเมื่ออายุ 15 ปีณ ที่นั้นเธอได้พบกับเพื่อนเก่าชื่ออากราโด กะเทยขายตัวได้รู้จักกับโรซ่า- แม่ชีสาวที่ตั้งท้องกับพ่อของลูกเธอเอง (ก็คือสามีเธอนั่นแหละ) รวมถึงตัวละครที่ดู ไม่ค่อยปกติที่เปี่ยมสีสันคนอื่นๆ ตัวละครเหล่านี้อาจจะถูกวางไว้เพื่อสะท้อนความวิปริตวิปลาสของสังคมปัจจุบันก็เป็นได้ All Aboutบอกเล่าชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมาผ่านมุมมองหนังระดับคลาสสิคแบบ Streetcar

พอปี 2002 Talk To Her ก็มาให้เราได้ทึ่งกัน มันคือศิลปะการเล่าเรื่องชั้นครู พลังข้างในถูกปลดปล่อยออกมาคล้ายการไหลของลาวา ช้าๆ แต่ทรงพลังชีวิตของชายสองคนที่โชคชะตาผลักดันมาให้เจอกัน ต่างคนต่างมีสตรีในดวงใจซึ่งความรักของชายทั้งคู่ก็คือ theme หลักของหนังคู่ไปกับมิตรภาพของชายทั้งสองคือ เบนิโน่และมาร์โคหนังอุดมไปด้วยเรื่องราวหลากหลายต่างระดับตั้งแต่ขบขัน ความรัก ไปถึงการทำร้ายจิตใจล่าสุดกับ Bad Education (2004) ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้สองเรื่องก่อนในเทศกาลหนังกรุงเทพฯที่ผ่านมาบัตรถูกจองเต็มล่วงหน้าทุกรอบ เรื่องพูดถึงชีวิตเด็กชายสองคนในรร. สอนศาสนาและพฤติกรรมอันดำมืดของบาทหลวงนี่คือการย้อนมองเรื่องราวเจ็บปวดในอดีตของตนเองสมัยเป็นนักเรียนวัยรุ่น ดังที่เขาออกมาอธิบายว่า Bad Education deals with my own biography.

By Film Skeptic

เมื่อ Old Boy (2003) ได้รับรางวัลปาล์มทองคำที่คานส์ สปอตไลท์ทั้งหลายก็ดูจะจับจ้องมาที่เขากันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่ง ปาร์ก ชาน วูก เองก็ตกผลึกเพียงพอที่จะเป็นดาวจรัสแสงแห่งวงการภาพยนตร์อยู่แล้วด้วยเขาคือผู้กำกับเกาหลีรุ่นใหม่ที่ช่ำชองในการทำหนังทั้งแบบเอาใจตลาดและหนังที่เอาใจตัวเองแบบโชว์ฝีมือไปในตัว ซึ่งคุณสมบัตินี้ก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆซะที่ไหนล่ะ
ชื่อของปาร์กเริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง Joint Security Area (2000) ซึ่งเป็นเรื่องอันเปี่ยมพลังเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นแถบพรมแดนเกาหลีเหนือและใต้ซึ่งตรงนั้นเป็นเขตปลอดทหาร หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเกาหลี

ปาร์กเริ่มมีความสนใจในภาพยนตร์เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย Sogung (แม้ว่าเขาจะเรียนทางปรัชญาก็ตาม) ซึ่งเขาได้ร่วมก่อตั้ง film gang และตีพิมพ์บทวิจารณ์หนังร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง หลังจากเรียนจบประมาณปี 1988 ก็เริ่มงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ จนปี 1992 ก็ได้กำกับหนังเรื่องแรกคือ The Moon is The Suns Dream ซึ่งเป็นหนังแก๊งสเตอร์-ดรามา

สไตล์ทำหนังที่นับเป็นลายเซ็นของปาร์กไปแล้วคือ หนังที่มีแก่นเรื่องผูกพันกับการแก้แค้น / การล้างแค้น ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า เขา สะสมความโกรธแค้น ไว้ไม่น้อย และอยาก เสนอภาพความรุนแรงออกมาเป็นหนังดีๆ ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็จะเปิดมุมมองด้านมืดของการล้างแค้นอีกด้วย แม้ว่าการล้างแค้นนั้นจะดูดีแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้ หนังของเขามักแฝงอารมณ์ขันไว้ด้วยแต่ก็เป็นความขันเฉพาะตัวของปาร์กเองนั่นแหละ
หนังชุดสำคัญของปาร์กก็คือ ไตรภาคแห่งการล้างแค้น เริ่มจาก Sympathy for Mr. Vengeance (2002) หนังได้รับเรท R เพราะ ความดิบ ของมันที่บรรจุไว้ทั้ง ความโหด เรื่องทางเพศ ภาษาต่ำๆ และการใช้ยา ว่าด้วยหนุ่มหูหนวกที่พลิกผันไปเป็นโจรด้วยความยากจน แต่เหตุการณ์กลับผิดแผนและเกิดการแก้แค้นกันหนักหน่วง ต่อกันที่ Old Boy (2003) ชายผู้มีความสุขกับครอบครัวถูกจับตัวมาขังแบบไร้คำอธิบายอยู่ในห้องพัก 15 ปีโดยมีเพียงทีวี 1 เครื่อง เขาเองพยายามหนีและฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ จนเขาได้รับการปล่อยตัวออกมาพร้อมกับเงิน โทรศัพท์มือถือ และเสื้อผ้าหรู แล้วมีชายคนหนึ่งโทรเข้ามาให้เขาทายว่าทั้งหมดนี้เกิดอะไรขึ้น เมียของเขาก็ถูกฆ่าด้วย เขาจึงเริ่มไล่ล่าตัวก่อเหตุด้วยความเคียดแค้นเต็มขีด

มาในปี 2005 Sympathy for Lady Vengeance หนังปิดไตรภาคที่เป็นเรื่องราวของผู้หญิงกับการแก้แค้น ซึ่งได้ ลี ยอง แอ จาก One Fine Spring Day มาเพิ่มความน่าดูชม หนังเรื่องนี้ออกฉายแล้วที่เกาหลี

ปัจจุบัน ปาร์ก ชาน วูกอายุ 42 ปี ยังคงทำหนังและเขียนบทอย่างต่อเนื่อง

Michael Moore : The Big Man and His Films
By Film Skeptic

เขาคือชายตัวอ้วนใหญ่ที่มักปรากฎกายกับแว่นตาและหมวกเบสบอล ผู้สร้างความสั่นสะเทือนทั้งวงการหนังและวงการการเมือง (โดยเฉพาะในอเมริกา) ด้วยหนังสารคดี ในสายตาของนักการเมืองและนักธุรกิจผู้มีลับลมคมใน ชายตัวใหญ่ราวกับหมีแต่แฝงความเป็นมิตรไว้คนนี้ คงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า เจ้าวายร้าย ที่คอยก่อกวนผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขา

ไมเคิล มัวร์ เกิดที่เมือง Flint รัฐมิชิแกน ในวันที่ 23 เม.ย. 1954 เขาเข้าเรียนด้านหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Flint งานอดิเรกที่เขาชอบในช่วงนั้นก็คือ การยิงปืน ซึ่งเขาเคยกระทั่งชนะรางวัลมาแล้ว หลังเรียนจบ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารของมหาวิทยาลัย ต่อมาได้เริ่มทำหนังจากเงินที่ได้รับจากการจัดเล่นบิงโกที่บ้านของเขาเอง ซึ่งนั่นคือที่มาของหนังเรื่อง Roger&Me (1989)

จากนั้นก็ได้เข้าทำสารคดีและทีวีซีรีย์โดยมักทำสารคดีที่มีเรื่องราวโจมตีกลุ่มการเมืองหรือองค์กรธุรกิจ เขาเองยังเคยถูกจับกุมระหว่างถ่ายทำมิวสิควิดีโอ Sleep Now In Fire ของวง Rage Against The Machine ด้วย ซึ่งมิวสิควิดีโอมีเนื้อหาต่อต้านตลาดทุนและการลงทุนของสหรัฐฯในต่างแดน

งานสร้างชื่อระดับสากลของมัวร์ได้แก่ Bowling For Columbine (2002) ที่เปิดโปงความรุนแรงในอเมริกาผ่านการสำรวจการถือครองอาวุธปืน โดยเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง และก่อนจะไปสู่งานใหญ่อีกชิ้น มัวร์ได้เป็นหนึ่งในผู้กำกับหลายคนที่ได้ทำมิวสิควิดีโอให้ R.E.M. โดยเขาได้กำกับในเพลง All the Way to Reno (2003)

ในปี 2004 งานสำคัญของมัวร์ก็ปรากฎโฉม Fahrenheit 9/11 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอย่างเปิดเผยที่จะอัดประธานาธิบดีบุชและนโยบายของเขาเกี่ยวกับสงครามและการต่อต้านการก่อการร้าย มัวร์เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกระหว่างครอบครัวบุชกับคนหลายกลุ่มในตะวันออกกลางรวมทั้งบิน ลาเดน หนังกระตุ้นให้เราเกิดอารมณ์คล้อยตามได้อย่างมาก ฟุตเทจเด็ดๆ จำนวนมากที่เราต้องชมว่ามัวร์ไปหามาได้ยังไง เช่น ภาพหลุดๆ ของนักการเมืองคนดัง ต่อมา มัวร์ก็ทำ Sicko (2005) ซึ่งเน้นสำรวจระบบรักษาสุขภาพของอเมริการวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตด้วย

ปัจจุบัน มัวร์ใช้ชีวิตที่นครนิวยอร์ก และเตรียมพบกับภาคต่อของ Fahrenheit 9/11 ได้ในปี 2007 ที่ยังมุ่งสะกิดแผลของรัฐบาลบุชอย่างต่อเนื่อง


edit @ 2006/01/26 11:35:39

Lars Von Trier : The Journey in The Dark
by Film Skeptic

นอกจากการเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Dogma 95 ที่มีชื่อเสียง (ซึ่งกลุ่มนี้มีกฎเกณฑ์เฉพาะในการทำหนังเช่น ไม่มีการตั้งกล้องนิ่งๆ หรือต้องถ่ายในสถานที่จริงเท่านั้นไม่มีการจัดฉาก ฯลฯ ) ลารส์ ฟอน ทรีเยร์ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ฉายด้านมืดของจิตใจมนุษย์และไถ่ถามถึงสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาของชีวิตได้อย่างหมดจดที่สุด

หนังสร้างชื่อเรื่องแรกคือ Element of Crime (1984) ซึ่งได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่เขาก็ล้มเหลวกับหนังเรื่องถัดมา จนมาถึง Europa (1991) ที่เป็นการกู้ชื่อกลับมาอย่างงดงาม ท้องเรื่องของหนังเกิดที่เยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมันก็ได้เปิดเผยความจริงที่เราต้องทึ่ง

ฟอน ทรีเยร์สร้างอนุสาวรีย์ให้กับตัวเองใน Breaking the Waves (1996) นี่คือปฐมบทแห่งไตรภาคชุด ผู้หญิง แสนเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก เป็นโศกนาฏกรรมรักของปัจเจกที่เกี่ยวพันกับชุมชนเคร่งศาสนาที่เธออยู่ ใครได้ดูก็คงจะต้องหลั่งน้ำตาให้กับ Bess นางเอกของเรื่อง (แสดงได้อย่างสุดยอดโดย Emily Watson) เธอสับสนอยู่ในความรัก, ศรัทธาในพระเจ้า, มุมมืดในหัวใจ และแรงกดดันจากสังคม

งานชิ้นต่อมาคือ Dancer in The Dark (2000) เป็นหนังเพลงที่นำแสดงโดย บียอร์ค ซึ่งเธอก็เล่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ หญิงจากยุโรปตะวันออกอพยพมาอเมริกาพร้อมกับชะตาชีวิตอันหนักอึ้ง ตาของเธอกำลังจะบอดและมันจะเป็นพันธุกรรมถึงลูกเธอด้วย เธอจึงต้องบากบั่นทำงานเพื่อลูก ดวงตาใกล้จะมืดมิดแต่หูของเธอกำลังจะกระจ่างแจ้ง ความมืดที่จะเผชิญไม่ได้เกิดกับดวงตาเธอเท่านั้น เธอยังต้องรับรู้ ความมืด ที่สังคมมอบให้ด้วย และนี่คือหนังเรื่องแรกของโลกที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคดิจิตอลทั้งหมด ตัวหนังได้รางวัล ปาล์มทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดในเทศกาลเมืองคานส์ (อีกแล้ว )

Dogville (2003) แม้จะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของเขา แต่เราก็ดูหนังจบลงด้วยความตื่นตะลึง เศร้า และสับสนไปกับภาพมนุษย์ผู้อ่อนแอ ฟอน ทรีเยร์นำเสนอความคิดและมุมมองโดยไม่เสนอคำตอบ ทั้งยังกระตุ้นเราด้วยความรู้สึกและคำถาม ปีนี้ (2005) Manderlay กำลังอยู่ในคานส์ และเช่นเดียวกับหนังที่ผ่านมาของเขาที่มันมีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก

ลารส์ ฟอน ทรีเยร์ เกิดที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เมื่อ 30 เม.ย. 1956 ประสบการณ์บางส่วนในวัยเด็กมีส่วนในนิสัย ขบถ เมื่อยามที่เขาเติบโตขึ้น อายุ 11 ปีก็เริ่มทำหนังสั้นแล้วโดยใช้กล้องของแม่ ชีวิตการเรียนเขาไม่ต่อเนื่องนัก ดื่มไวน์เป็นน้ำและคลั่งไคล้การดูหนังอย่างหนัก ซึ่งทำให้เขาเข้าเรียนภาพยนตร์ในร.ร.หนังแห่งกรุงโคเปนเฮเกนช่วงต้นทศวรรษที่80 ซึ่งเป็นที่ที่ฟอน ทรีเยร์ได้ดูหนังคลาสสิกแทบทุกเรื่อง เขาเรียนจบในปี 1983 พร้อมกับหนังเรื่อง Images of a Relief

Sofia Coppola : ...Lost In Her Films
by Film Sceptic

เธอพิสูจน์ว่าคำกล่าว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ยังคงใช้ได้ดีเสมอ โซเฟีย คอปโปลา ทายาทของผู้กำกับระดับตำนานนาม ฟรานซิส คอปโปลา เธอกำลังเป็นดาวรุ่งอันเจิดจรัสในวงการหนัง และนี่เป็นครั้งแรก (หากจำไม่ผิด) ที่ คนทำหนัง ซึ่งเราภูมิใจเสนอเป็นสตรีเพศ

โซเฟียคงจะเข้าสู่วงการหนังตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้เลยมั้ง เมื่อเธอถูกนำตัวเข้าฉากทั้งยังแบเบาะใน The Godfather (1972) และภาคสอง (1974) ก็โตขึ้นมาหน่อย ต่อด้วยภาคสาม (1990) ซึ่งภาคนี้เธอเป็นวัยรุ่นแล้ว สรุปคือ เธอมีส่วนใน The Godfather ทั้งสามภาคเท่ากับ อัล ปาชิโน นักแสดงนำเลยทีเดียว

โซเฟีย คอปโปลาเกิดที่แมตฮัตตัน, อเมริกา ในวันที่ 14 พ.ค. 1971 โตมาเข้าเรียนถ่ายภาพที่ Mills College แคลิฟอร์เนีย แล้วเรียนจิตรกรรมต่อที่ California Institute of The Arts ตั้งแต่เล็กๆ เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับหนังมาโดยตลอด จนปี 1998 เธอก็ทำหนังยาวเรื่องแรกชื่อ Lick The Star ที่เล่าถึง ความรุนแรงที่ดูจะฝังลึกอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นมัธยมสาวกลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกัน พวกเธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้สามารถรับมือกับวัยอันกราดเกรี้ยวเช่นนั้นให้ได้

เมื่อนวนิยายเรื่อง The Virgin Suicide (1993) โดย Jeffrey Eugenides ตกมาถึงมือโซเฟีย เธอก็ชอบมันมาก ด้วยเสน่ห์อันดำมืดที่พาดพิงเรื่องราวทางเพศของวัยรุ่น และเธอก็ลงมือดัดแปลงมันเป็นบทภาพยนตร์ The Virgin Suicide (1999) เป็นเรื่องราวอันงดงามเกี่ยวกับ 5 สาวพี่น้องซึ่งความเป็นไปของพวกเธอช่างดูลึกลับ ทั้งหมดนั้นคือความรัก ความตายที่ดูแปลกและ กึ่งฝันกึ่งจริง

และด้วยความประทับใจส่วนตัวของโซเฟียต่อกรุงโตเกียว ก็จึงเกิด Lost In Translation (2003) ขึ้น เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ฉันมีภาพฉากต่างๆอยู่ในหัวเลยนะ ฉันฝันอยากทำหนังในโตเกียวมากๆ อยากจะถ่ายแสงนีออนตอนกลางคืน ดูยังไงมันก็โรแมนติก... หนังเล่าเรื่องชายหญิงชาวอเมริกันสองคน มารู้จักพบเจอกันที่โตเกียว ชีวิตส่วนตัวของทั้งสองต่างขาดพร่อง ในเวลาเดียวกันนั้น คนทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับความสับสนแปลกแยกในวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย หนังคงความเป็นดรามาชั้นดี เปี่ยมศิลปะทั้งยังมีประเด็นให้ขบคิด มีบทสนทนาที่แสนชาญฉลาด และการแสดงอันยอดเยี่ยม

ด้วยอายุที่ยังไม่มาก แต่โซเฟียก็เป็นผู้หญิงคนที่สามของโลกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ถ้าจำกัดเพียงชาวอเมริกันแล้ว โซเฟียเป็นผู้หญิง คนแรกเลยล่ะ และเร็วๆนี้เตรียมพบกับผลงานใหม่ของเธอคือ Marie-Antoinette ที่น่าดูสุดๆ

Tim Burton : A lot of things you see as a child remain with you
by Film Skeptic

จะมีคนทำหนังซักกี่คนหนอ ที่ฮอลลีวู้ดตามใจเหลือเกิน อยากทำอะไรก็ไม่ขัด ...เหลียวซ้ายแลขวาก็เห็น ทิม เบอร์ตันนี่แหละที่โดดเด่นขึ้นมา ไฉนบุรุษผู้โปรดปรานการสวมชุดดำเป็นชีวิตจิตใจ (เขาบอกว่าขี้เกียจเสียเวลาเลือกชุด ^_^ ) ทำหนังก็มักไม่พ้นเรื่องราว Gothic แสนมืดหม่น จึงได้รับอภิสิทธิ์ถึงเพียงนี้ เราอาจไม่มีคำตอบมาให้แต่ว่าเรามีเรื่องราวของเขามาเล่าให้ฟัง

ทิม เบอร์ตันมีหัวทางวาดๆเขียนๆตั้งแต่เด็ก เขายังได้เคยทำหนังด้วยกล้อง Super 8 camera ออกมาเป็นหนังระทึกขวัญด้วย แต่ตอนนั้นเขาจงใจที่จะทำในแง่ของศิลปะมากกว่ามุ่ง ทำหนัง ตามความเข้าใจปัจจุบัน

Timothy W. Burton เกิดวันที่ 25 สิงหาคม 1958 ที่แคลิฟอร์เนีย เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีเพื่อนมากนัก เวลาว่างก็มักจะวาดการ์ตูนและดูหนังเก่าๆ แววทางศิลปะเริ่มฉายชัดเมื่ออยู่เกรด 9 ซึ่งเขาชนะเลิศการออกแบบโปสเตอร์รณรงค์การไม่ทิ้งขยะของเมืองที่เขาอยู่ และผลงานของเขาได้ปรากฏต่อสาธารณชนไปทั่ว จากนั้นเบอร์ตันก็เข้าเรียนใน California Institute of the Arts เมื่อเรียนจบฝีไม้ลายมือของเขาก็เข้าตาสตูดิโอ Disney ซึ่งเขาก็ได้ทำงานที่นั่นทันทีในตำแหน่ง animator โอกาสงดงามวิ่งมาสู่เขา เมื่อเขาได้ทำหนังชื่อ Vincent (1982) ซึ่งเป็น Animation เกี่ยวกับเด็กชายผู้อยากจะเป็น Vincent Price นักแสดงผู้โด่งดังในอดีต หนังได้รับการวิจารณ์ในทางชื่นชมและคว้ารางวัลติดมืออีกเพียบ

งานที่ทำให้ชื่อของเบอร์ตันเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริงคือ หนังยาวของเขาเรื่องแรกชื่อ Pee-wees Big Adventure (1985) ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นใจมาก หลังจากนั้นบทหนังมากมายก็ถูกเสนอให้ผู้กำกับคนเก่งทำเป็นหนัง แต่ระดับเบอร์ตันย่อมไม่ทำอะไรเบสิกๆอยู่แล้ว สามปีหลังจากนั้น เขาจึงตัดสินใจไม่ทำหนังอะไรเลย จนบทเรื่อง Beetle Juice (1988) ตกมาถึงมือ เขาเสกมันเป็นหนังในระดับ Big Hit และแล้วชื่อของเขาในฮอลลีวู้ดก็หอมหวลขึ้นมาทันที

ปีต่อมา 1989 เบอร์ตันทำหนังกับวอร์เนอร์บราเธอร์ คือ Batman นำแสดงโดย Michael Keaton พระเอกดังแห่งยุค เขาเปลี่ยมโฉมแบทแมนให้หม่นขึ้นแต่มันก็เป็นหนังที่ดูสนุกเอามากๆ และก้าวสู่อันดับหนังทำเงินอย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จนี้ เขาก็ต่อด้วย Edward Scissorhands (1990) หนังกึ่งมหัศจรรย์ผสานปรัชญาที่เป็นหนึ่งในที่สุดแห่งการให้อารมณ์และการแสดงออกทางศิลปะของเบอร์ตัน แต่สำหรับ Batman Returns (1992) หลายคนผิดหวังกับมัน อาจเป็นเพราะมันดูมืดดำกว่าภาคก่อนเข้าไปอีก แต่แบทแมนภาคนี้เบอร์ตันนับเป็นผู้เปิดพรมแดนใหม่ๆของหนังสไตล์ซุปเปอร์ฮีโร่เลยทีเดียว

หลังจากนี้ก็มีหนังอีกหลายเรื่องที่เขาได้แสดงอัจริยภาพอย่างเช่น The Nightmare Before Christmas (1993), Mars Attacks! (1996), Sleepy Hollow (1999), The World of Stainboy (2000), Planet of the Apes (2001), Big Fish (2003) จนถึงเรื่องปัจจุบัน Charlie and the Chocolate Factory (2005) ที่คนซึ่งได้ดูแล้วบอกว่า great fun ยังไงก็ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ ลองไปชมฝีมือของทิม เบอร์ตันกันเองเลยดีกว่านะจ๊ะ

จาก Beat Takeshi ถึง Takeshi Kitano
by Film Skeptic

ทาเคชิ คิตาโน่ สร้างชื่อจากการเป็นนักแสดงโชว์ตลกในรายการ The Two Beats ที่ออกอากาศในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เขาโด่งดังในนาม บีท ทาเคชิ ปัจจุบันเขาคือผู้กำกับที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้กำกับญี่ปุ่นร่วมสมัย

คิตาโน่เริ่มเดินออกจากวงการตลกโดยประเดิมแสดงละครทีวีในบทฆาตกรโรคจิต ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทว่าหนังเรื่องแรกที่เขาเล่นคือ Danpu-Wateridori (1981) กลับไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร จนปี 1983 ในหนังเรื่อง Merry Christmas, Mr.Lawrence จากบท จ่าฮาระ-ทหารญี่ปุ่นผู้มีหลายบุคลิก ทำให้คิตาโน่ในฐานะนักแสดงเป็นที่รู้จักกันไปทั่วญี่ปุ่น นอกจากนี้ คิตาโน่ได้ทำงานอื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น เขียนบทความลงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ วาดรูป วาดการ์ตูน เขียนบทกวี รวมทั้งเขียนนวนิยายด้วย

การที่คิตาโน่ได้กำกับหนังนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องบังเอิ เพราะเรื่อง Violent Cop (1989) ที่เขากำกับเป็นเรื่องแรกนั้น เขาถูกจ้างมาเป็นนักแสดงนำแต่ผู้กำกับถอนตัวออกไป โอกาสจึงตกมาถึงเขาซึ่งเขาก็ตอบตกลง แต่ปัญหาของเขาก็คือ ไม่เคยกำกับและไม่เคยเรียนกำกับ มาเลย ทว่าในที่สุด เขาก็ทำคลอดหนังเรื่องแรกได้สำเร็จ สไตล์ของเขาในช่วงนี้คือการเคลื่อนกล้องน้อยๆ ไม่มีมุมกล้องเท่ๆ ซึ่งมันก็ได้สืบเนื่องมาในผลงานของเขาอีกในเรื่องต่อๆมา จนแทบจะกลายเป็น เครื่องหมายการทำหนังของเขาไปแล้ว

หนังของคิตาโน่จำนวนหนึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเลง/ยากูซ่า เช่น Boiling Point(1990), Sonatine (1993) ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหนังที่เยี่ยมที่สุดของเขา แต่อีกภาคหนึ่งเขาก็ทำหนังตลกอย่าง Getting Any? (1994) หรือหนังดราม่าเบาๆ Kikujiro (1999) ที่ชื่อของหนังตรงกับชื่อของพ่อคิตาโน่ด้วย แต่จริงๆแล้ว หนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับยากูซ่าหรือความรุนแรงของเขา กลับไม่ได้ต้องการเน้นจุดหลักไปที่ความรุนแรง ตัวละครยากูซ่าในหนังคิตาโน่ก็มักแฝงความตลกขบขัน ทำตัวแปลกๆ อย่างที่อาจจะไม่มีในพวกยากูซ่าของจริง

ปี 1997 หนังเรื่อง Hana-Bi ก็ทำให้ชื่อคิตาโน่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในโลกตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งยุโรป ตัวหนังได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (สิงโตทองคำ) ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ คิตาโน่สลัก Hana-Bi ขึ้นอย่างงดงาม นิ่งสงบ มีบทพูดแต่น้อย นับเป็นหนังในใจของผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับคนนี้

คิตาโน่ประเดิมปี 2000 ด้วย Brother ที่เป็นหนังพูดอังกฤษเรื่องแรกของเขา ตามติดมาด้วย Dolls ในปี 2003 ซึ่ง Dolls อาจจะเป็นหนังที่ดูนิ่งจน อืดไปสำหรับบางคน นั่นอาจเพราะว่าคิตาโน่พยายามจะเล่าเรื่องหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน โดยที่แต่ละเรื่อง เขาก็มิได้เร่งร้อนที่จะเดินเรื่องเลย อย่างไรก็ดี องค์ประกอบในเฟรมภาพรวมไปถึงงานด้านภาพก็ไม่ทำให้ Dolls ถือเป็นย่างก้าวที่ผิดพลาดของคิตาโน่

มาถึงหนังเรื่องล่าสุด Zatoichi (2003) คิตาโน่นำเสนอชีวิตของซามูไรตาบอด (ที่เป็นหมอนวดด้วย) ซึ่งเคยมีชีวิตจริงในญี่ปุ่น นับเป็นแนวทางที่ต่างออกไปจากเนื้อหาที่เขาเคยท ในเรื่องนี้คิตาโน่รับบทซาโตอิชิเอง ดังที่เขามักจะร่วมแสดงในหนังของเขาเป็นประจำอยู่แล้ว

นอกจากกำกับหนังเอง คิตาโน่ก็ยังแสดงหนังให้ผู้กำกับคนอื่นด้วย หลายคนคงจำมาดครูหลุดๆโลกใน Battle Royale (2001) ได้ดี ซึ่งเขายังคงความเป็นคิตาโน่ติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร

ความที่คิตาโน่เองก็ไม่ใช่ผู้กำกับรุ่นใหม่แล้ว และด้วยชั้นเชิงการทำหนังที่โดดเด่นของเขา ดังนั้น บ่อยครั้งเราจึงมักเห็นชื่อของเขาถูกเทียบเคียงกับผู้กำกับระดับบรมครูอย่างคูโรซาวาหรือโอสุ เราคิดว่า ณ เวลานี้คิตาโน่อาจจะยังไม่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น แต่อนาคตก็ไม่ไกลสำหรับเขาอยู่แล้ว ในวันนี้ เราจะขอเรียก -ทาเคชิ คิตาโน่- ว่าเป็น ซามูไรแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ไปก่อนก็แล้วกัน

Wong Kar-wai : ผู้กำกับที่ทำความเหงาให้โรแมนติค
By Film Skeptic

ณ ปี 2005 นี้ หว่องคาไว (Wong Kar-wai) มีอายุ 47 ปี หนังเรื่องล่าสุดของเขา 2046 เสร็จออกมาให้เราได้ชมกันแล้ว หลังจากการสร้างอันยาวนานถึง 4 ปี สำหรับคอหนังนอกกระแสคงไม่ต้องเกริ่นนำถึงหว่องอะไรมาก แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักเขาเราจะพาไปทำความรู้จักกับหว่องคาไว-ผู้กำกับแถวหน้าของเอเชียชาวฮ่องกงผู้นี้

เมื่อจบการศึกษาทางกราฟฟิคดีไซน์ในปี 1980 หว่องก็เริ่มต้นงานกับแวดวงโทรทัศน์หลังจากนั้น 2 ปีเขาก็ลาออกแล้วทำงานเขียนบทหนัง จนปี 1986 ที่เขาเริ่มสร้าง As Tears Go By ซึ่งออกฉายในปี 1988 เขาก็ได้รับการจับตามองในฐานะผู้กำกับรุ่นใหม่ฝีมือดีทันที

หนังของหว่องบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ดูธรรมดาๆนี่แหละ แต่เขาก็ไม่เคยทำออกมาได้ธรรมดาเลย เขามักจะขับเคลื่อนหนังด้วยความรัก ความเปล่าเปลี่ยว ความหวัง ความผิดหวัง ความแปลกแยก รวมไปถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ หนังทุกเรื่องของหว่องมีความโรแมนติค อุดมไปด้วยอารมณ์เหงาซึ่ง ความเหงาแบบหว่องเป็นความเหงาที่ดูเท่เหลือเกิน ตัวละครของเขามักแสดงออกถึงความโหยหาและความว่างเปล่า และมักจะมีแผลหรือปม (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก) ซ่อนอยู่ในใจ ดังเช่นยกไจ๋ (เลสลี่ จาง) ใน Days of Being Wild โจวโมหวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) ในทั้ง In The Mood For Love และ 2046 หรือโซวไหล่เจิน (จางม่านอวี้) ในทั้ง Days of Being Wild และ In The Mood For Love

หว่องมักจะซ่อนสัญลักษณ์หรือนัยยะที่เชื่อมโยงกันและกันระหว่างหนังของเขาเสมอ เช่นห้องที่พระเอกและนางเอกลักลอบพบกันใน In The Mood For Love เป็นห้องหมายเลข 2046 ชื่อตัวละครที่เหมือนกันในหนังหลายเรื่องก็ชวนให้คิดว่ามีการถ่ายทอดสิ่งใดข้ามมาหรือเปล่า หรือบางครั้งก็มีฉากแบบที่ทำให้เรางงเป็นไก่ตาแต เช่น ฉากสุดท้ายใน Days of Being Wild ที่เหลียงเฉาเหว่ยอยู่ในห้องแคบๆ เพดานต่ำ แต่งตัว จุดบุหรี่ เตรียมสำรับไพ่ กำลังจะออกไปไหนสักแห่งในยามค่ำคืน ก็เป็นการทิ้งคำถามขนาดมโหฬารไว้ให้กับคนดู

งานด้านภาพและศิลปะภาพยนตร์ (cinematography) ของหว่องก็เป็นส่วนที่โดดเด่นมาก ยิ่งเขาได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องคู่ใจทำงานร่วมด้วย ดังนั้นภาพในหนังของหว่องจึงมีพลังสื่อสารสูงมาก เขาทำหนังได้แสนจะละเมียดละไม สิ่งที่ยืนยันได้ดีก็คือ การที่เขาสามารถผสานประเด็นหนัก-เบาต่างๆเข้าด้วยกันได้อย่างแนบเนียน ประเด็นของปัจเจกบุคคล อารมณ์ความรู้สึก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง เหล่านี้รวมอยู่ในหนังของหว่องได้อย่างไม่น่าเชื่อ

งานของหว่องเป็นที่ถูกอกถูกใจคอหนังอาร์ตทั่วโลก แม้เทศกาลหนังเมืองคานส์ยังต้องสับหลีกโปรแกรมให้ 2046 ออกฉายเปิดตัวได้ทัน ตอนนี้ถึงคราวแล้วที่เราจะไปสัมผัสหนังเรื่องใหม่ของหว่องว่าจะสร้างความประทับใจให้เราได้เหมือนเรื่องก่อนๆ รึเปล่า...

Kim Ki-duk : The Korean Bad Guy
By Film Skeptic

เมื่อพูดถึงผู้กำกับเกาหลีที่พาเหรดหนังออกมาให้ผู้ชมทั่วโลกได้ชมกันแทบไม่ทันแล้วเนี่ย ชื่อของ Kim Ki-duk (คิม คี ดุ๊ก) ดูจะโดดเด่นเหนือผู้กำกับร่วมรุ่นจำนวนมากเลยทีเดียว เขาคือคนทำหนังอย่าง The Isle (1999), Bad Guy (2001), Spring, Fall, Winterand Spring (2003), Samaritan Girl (2004) หรือเรื่องหลังสุดที่ยังไม่ค่อยมีใครได้ชมกันคือ Bin-jip หรือ 3-Iron (2004) ถ้าบอกอย่างนี้แล้วยังไม่ get เราก็จะสรุปให้เลยว่า หนังของเขา เจ๋ง ควรค่าแก่การชม (แทบ) ทุกเรื่องเลยครับท่าน

คิมเป็นผู้กำกับแนวหน้าแห่งการตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์จริงๆ ผลงานของเขาส่วนใหญ่เกี่ยวพันเรื่องราวอันหม่นมัวจนถึงขั้นดิบเถื่อน แฝงไว้ด้วยความกราดเกรี้ยวรุนแรง ตัวละครก็มักจะไม่เหมือนผู้คนปกติทั่วไป แต่ด้านมืดเหล่านี้ก็ถูกเรียงร้อยไว้ด้วยศิลปะภาพยนตร์และจินตนาการสุดขั้ว มันจึงออกมาเป็นหนังชั้นดีไม่ใช่สารคดีแห้งๆไร้ชีวิตชีวา

หลังจากถือกำเนิดในหมู่บ้านกลางขุนเขา พออายุ 9ขวบ คิมก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงโซล เขาหยุดเรียนตอนวัยรุ่นแล้วออกทำงานในโรงงาน อายุ 20 เริ่มลงเรือเป็นนาวิกโยธินอยู่ 5 ปี ปูมหลังเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการทำหนังของเขาในเวลาต่อมา ครั้นอายุ 30 ปี เขาไปเรียนศิลปะในฝรั่งเศสซึ่งเป็นช่วงที่เขาต้องอยู่กินอย่างลำบาก 3 ปีต่อมา กลับมาเกาหลีแล้วเริ่มงานเขียนบทหนังซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จพอสมควร จนเขาได้เริ่มงานกำกับในที่สุด

หนังสองเรื่องแรก Crocodile (1996) และ Wild Animal (1997) ที่เปิดตัวด้วยภาพดุๆโหดๆของคนหนุ่มผู้แปลกแยกลึกลับ ต่อมาคือ Birdcage Inn (1998) ที่จะเป็นการเปิดประเด็นซึ่งพบได้ในหนังของเขาบ่อยๆ คือ โสเภณี-- จนในปี 1999 The Isle นำพาคิมไปสู่เทศกาลหนังนานาชาติและเป็นเรื่องแรกที่ได้รับการจัดจำหน่ายในอเมริกา หนังเรื่องนี้เป็นการผสานความงามในการถ่ายภาพกับความฝันเหนือจริงเกี่ยวกับโสเภณีใบ้ที่ต้องไปบริการชาวประมงที่พักอยู่ริมทะเลสาบ

กระโดดข้ามมาที่ Bad Guy (2001) ที่ทำให้เขาได้รับฉายาด้วยว่าเป็น Bad Guyของวงการหนังเกาหลี ตัวหนังได้รับความนิยมและมีคำชมคำวิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย หลายคนมองว่านี่เป็นผลมาจาก Jo Jae-hyeon ผู้เป็นดารานำที่เริ่มดังจากหนังทีวีในขณะนั้น Bad Guy ว่าด้วยอันธพาลร้ายผู้เป็นใบ้ (อีกแล้ว) ลักพาตัวเด็กนักเรียนสาวแล้วบังคับให้เป็นโสเภณี ทำให้มีคำวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ ดูถูกสตรี ปีต่อมา คิมก็ได้นำชีวิตตอนเป็นทหารอยู่ทะเลมาถ่ายทอดเป็น The Coast Guard (2002)

Spring (2003) ถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของคิม หนังพูดถึงการมองชีวิตด้วยสายตาแบบพุทธ มันคือย่างก้าวที่สุขุมลุ่มลึกของเขา ภาวะต่างๆของมนุษย์ถูกนำเสนออย่างถึงแก่น นักวิจารณ์หลายคนถึงกับบอกว่าคิมนั้น สุกงอมแล้ว ความลุ่มลึกยิ่งก้าวล้ำไปอีกใน Samaritan Girl (2004) คล้ายการบรรเลงซิมโฟนีในม่านหมอกทะมึน คิมตบหน้าเราฉาดใหญ่ด้วยคำถามอันหนักอึ้งต่อสังคมร่วมสมัย โครงเรื่องที่แสนเหนือชั้น คือ นักเรียนสาว 2 คนได้รับรู้ตำนานโสเภณีอินเดียโบราณ การค้นหาเชิงจิตวิญญาณจึงเริ่มดำเนินไปผ่านประสบการณ์ทางกามารมณ์ คุณงามความดีของหนังเรื่องนี้ทำให้คิมได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม Silver Bear ในเทศกาลหนังเบอร์ลินครั้ง 54 ที่เพิ่งผ่านมา



Steven Soderbergh: นักทำหนังอินดี้แห่งฮอลลีวู้ด?
By Film Skeptic

ชื่อของ Steven Soderbergh เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างแท้จริงจากการที่ Sex, Lies and Videotape (1989) ของเขาได้รับรางวัล Palm dOr ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1989 หลังจากคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์มาแล้ว (ซึ่งช่วยให้ชื่อเสียงของเทศกาลนี้โด่งดังมากขึ้น) ความที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช้เงินทุนมากมายนักทว่าก็ยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ Soderbergh จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างความหมายใหม่ (เชิงคุณภาพ) ให้แก่หนังอินดี้อเมริกันเลยทีเดียว

ภูมิหลังเดิมนั้น เขาเป็นคนจอร์เจีย สนใจทำหนังด้วยตัวเองเป็นทุนเดิม กล้อง 16 มม. คือเครื่องมือคู่กายที่เขาใช้ทำหนังสั้น เขาแอบเทคคอร์ส animation ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ยังเรียนชั้นม.ปลาย พอจบมัธยม เขาก็มุ่งหน้าไปฮอลลีวู้ดทันที ซึ่งเขาทำงานเป็นคนตัดต่ออิสระแต่ก็ไม่เวิร์คนัก จึงกลับมาทำหนังสั้นต่อและพัฒนาบทหนังไปด้วย รัศมีของเขาเริ่มส่งประกายครั้งแรกเมื่อเขาทำหนังสารคดีวงร็อคชื่อ Yes จนเข้าตาของทางวงซึ่งต่อมาได้ว่าจ้างให้เขาทำหนังคอนเสิร์ตยาว 2ชม. คือเรื่อง 9012 Live ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy ในปี 1986 ด้วย ต่อมาเขาได้ทำหนังสั้นชื่อ Winston ที่นับเป็นโครงร่างของ Sex, Lies and Videotape

อย่างไรก็ดี เขามิได้ประสบความสำเร็จกับหนังทุกเรื่อง Kafka (1991), King of The Hill (1993) ออกจะน่าผิดหวัง ส่วน The Underneath (1995) ที่เป็นฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ก็ไม่ค่อยลงตัว หรือ Schizopolis (1996) ที่เจ้าตัวออกปากเองว่า ปล่อยให้ตัวเองเกือบเดินตกขอบ แต่เขาก็บอกว่า จะไม่เลิกทำหนังอย่าง Schizopolis (หนัง black comedy กึ่งเหนือจริงที่ดูเป็นการทดลองส่วนตัว) แน่นอน แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความสุดขั้ว เขาจึงพยายามผสานความเป็นหนังอินดี้กับหนังสตูดิโอ(ใหญ่)เข้าไว้ในหนังของเขา หลายคนจึงเรียกหนังของเขาว่าเป็น หนังอินดี้ที่ประนีประนอมกับการตลาดได้อย่างลงตัว

ในปี 2000 Soderbergh คืนฟอร์มเจ๋งอีกครั้งกับ Traffic ซึ่งตัดสลับเล่าเรื่อง 3 เหตุการณ์ 3 สถานที่ เขาใช้ศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างช่ำชอง เรื่องราวของสงครามยาเสพย์ติดถูกเล่าอย่างสมจริง รวดเร็ว ฉับไว หนังได้รับการจัดองค์ประกอบอย่างลงตัว ในที่สุด หนังโปรเจ็คต์ใหญ่เรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จบนเวทีออสการ์อย่างมาก ซึ่งต่อมาจูเลีย โรเบิร์ตก็ได้รับรางวัลออสการ์จากบทบาท Erin Brockovich ที่ Soderbergh กำกับ สำหรับหนังเรื่องนี้ หลายคนบอกว่าเขา ตลาดจ๋าไปแล้ว แต่ในมุมมองของ Soderbergh เอง นี่คือการประนีประนอม (ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว) ซึ่งในกรณีนี้ เขาทำให้หนังที่ว่าด้วยการต่อสู้ทางคดีความดูสนุกเร้าใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ใน Oceans Eleven (2001) มีดาราดังมาร่วมงานกันคับคั่งซึ่งคงเป็นเพราะเครดิตของ Soderbergh เป็นแน่ ตัวหนังได้รับการกล่าวขวัญถึงค่อนข้างดี จนมีภาคต่อคือ Oceans Twelve ที่กำลังจะเข้าโรงอยู่ในตอนนี้ ส่วน Solaris นั้น เขาทำออกมาให้เป็นหนัง Sci-Fi เชิงปรัชญาแห่งปี 2002

ทั้งนี้ นอกจาก Soderbergh จะเป็นที่รู้จักในฐานะของผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขายังเป็น Producer และคนเขียนบทให้กับหนังอีกหลายเรื่อง อย่างปี 2005 นี้ งานโปรดิวซ์ของเขาเรียกว่า ชุกได้เลย ส่วนโปรเจ็คต์ที่น่าสนใจที่สุดน่าจะได้แก่ หนังเรื่อง Che ที่เขาจะควบทั้งงานโปรดิวซ์และกำกับเอง