EverythingIsDesign



Paul Frank : Paul Frank is your friend
By Your Logo is Suck

ที่อ่านๆ อยู่เนี้ย อยากรู้เรื่องของเราใช่ป่ะล่ะ หูยยย ปลื้มเป็นบ้าเลย! ไม่ได้พูดเล่นน้าาา คำขวัญของเราคือ "Paul Frank is your friend" ในฐานะที่เป็นเพื่อนกัน จะบอกให้ก็ได้ว่าบริษัทเราก่อตั้งในเมืองเล็กๆ ชื่อ Orange County ก่อนจะเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกหยั่งเงี้ย บางทีคนก็ชอบคิดว่าตาพอลเนี่ยเป็นคนอังกฤษ แต่อันที่จริงแล้ว เค้าเป็นนักเรียนศิลปะแถวชายหาด Huntington ที่อยากจะทำของที่ดีกว่า และเจ๋งกว่าให้เพื่อนๆ ใช้เล่นๆ ตังหากล่ะ

ดูอย่างวัตถุดิบสุดฮิตของพอลซึ่งก็คือ ไวนิล สิ ตอนนั้นไม่มีใครเค้าใช้ไวนิลในงานออกแบบกันแล้ว แต่พอลเค้าได้แรงบันดาลใจหลังจากไปร้านขายเรือแถวบ้านเพื่อหาซื้อไวนิลสีส้มมาใช้เย็บแปะบนรองเท้าผ้าใบ "ผมได้ไอเดียมาจากพวกสปีดโบ๊ทของคนแถวบ้านน่ะฮะ เบาะพนักเรือมักจะใช้สีเจ็บๆ พวกนี้เรื่อยเลย ผมอยากทำรองเท้าให้สะดุดตาด้วยการใช้แถบไวนิลเย็บติดลงไป แต่ไหงลงเอยด้วยการทำกระเป๋าสตางค์ได้ก็ไม่รู้"

มันก็แค่การออกแบบกระเป๋าตังค์เพื่อการใช้สอยทั่วไปนั่นคือการใส่เงินเท่านั้นแหละ แต่พอลออกแบบกระเป๋าให้ใหญ่และมีเนื้อที่บรรจุกว้างกว่ากระเป๋าใบอื่นๆ นิดหน่อย ด้วยวัตถุดิบเจ๋งๆ จากยุค 60 ที่ถูกมองข้าม และสีสันสดใสอย่างสีเหลืองและส้ม ตั้งแต่วันแรกที่เขาทำกระเป๋าสตางค์ออกมา ใครได้เห็นก็ล้วนแต่อยากเป็นเจ้าของ ทุกวันนี้พอลก็ยังสร้างงานด้วยความกระตือรือร้นแบบเดิม และวาดคาแรกเตอร์แต่ละตัวขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง และยังสร้างเรื่องราวให้พวกมันอีกด้วย

เราให้ความสำคัญกับเรื่องรายละเอียด ทัศนวิสัยอันสร้างสรรค์ของพอลคือหัวใจในการทำงานและเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราทุกคนตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มจับเครื่องจักรซิงเกอร์เลยทีเดียว "ผมห่วยแตกมากเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์" พอลกล่าว "แต่ผมไม่แคร์หรอกครับ ภาพเขียนของ Cherubs ไม่ได้ทำให้ผมสนใจ สิ่งที่ผมสนใจคือสิ่งของ หรือวัตถุรอบตัวเรา สัญลักษณ์ของชีวิตในเมือง สิ่งต่างๆ ที่ถูกตัดทอนให้เหลือรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด"

www.paulfrank.com



VOLCOM - Youth Against Establishment
By Your Logo is Suck!

We knew nothing about how to make clothes but that didn't matter. It was all about spirit and creativity.

ระหว่างเดือนมีนาคมอันไร้สาระในปี 1991 เพื่อนซี้ Richard Woolcott และ Tucker Hall ร่าเริงไปทริป Snowboard ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้ง 2 ไปตลอดกาล Tucker นั้นเพิ่งจะพักจากงาน เขากระโดดขึ้นรถไปที่ทะเลสาบทาโฮ เพื่อเยี่ยม Nathan Fletcher และ Mark Gabriel หลังจากลัลล้าไปได้ 4 วัน Richard โทรไปขอโทษที่ทำงานว่าหิมะตกหนัก ยังกลับไปทำงานไม่ได้ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พวกเขาตื่นขึ้นมาทุกเช้าเหยียบย่ำไปบนกองหิมะ นั่นเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงครั้งแรกของพวกเขาในการเล่น Snowboard และพวกเขาเริ่มถูกมันครอบงำ

2 อาทิตย์หลังจาก Richard ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อพักผ่อนและเล่น Snowboard เขาและ Tucker เริ่มพูดคุยถึงเรื่องการเปิดบริษัทขายเสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นชิ้นเป็นอัน หลังจากฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ทั้งสองมีไอเดียที่อยากเปิดบริษัท Riding ที่มีพื้นฐานความคิดมาจากกีฬา 3 ชนิดที่พวกเขาชอบ ด้วยเงิน 5,000 เหรียญจากพ่อของ Richard พวกเขาเริ่มดำเนินงาน อย่างแรกคือชื่อ ต่อมาก็ The Stone แล้ว Volcom ก็กำเนิดขึ้นมา

ไอเดียของ Volcom นั้น ถูกรวมเข้ากับปรัชญาหลักของกาลเวลา youth against establishment" แปลโง่ๆ ได้ว่า วัยรุ่นต่อต้านสถาบัน พลังงานนี้คือสภาพที่ถูกจุดประกายเพื่อที่จะสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของวัยรุ่น Volcom คือครอบครัวของผู้คนที่ไม่เต็มใจที่จะยอมรับการกีดกันของเส้นทางที่ถูกบัญญัติขึ้นมา มันเป็นเวลาที่การเล่น Snowboard และ Skateboard ถูกมองอย่างไร้ค่า อเมริกาอยู่ในสภาวะซบเซา มีการจลาจลที่ LA และสงครามแบ่งแยก โอกาสล่องลอยอยู่ในอากาศ การแสดงออกของวงดนตรีอย่าง Nirvana และ Pearl Jam คือสิ่งที่ดีที่สุด

ใน 2 ปีแรกนั้น Richard และ Tucker ได้เดินไปรอบโลกด้วยการเดินทางอันป่าเถื่อนกับเพื่อนๆ เล่น Board ทุกที่ๆ เล่นได้ พวกเขาทำธุรกิจให้เล็กที่สุด สำนักงานใหญ่นั้นตั้งอยู่ที่ Newport ในห้องนอนของ Richard ส่วนการขายทั้งหมดนั้นดำเนินงานเข้าออกอยู่ที่ห้องนอนของ Tucker ใน Huntington พวกเขาทั้งสองไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า แต่นั่นมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก ทั้งหมดมันเกี่ยวกับจิตวิญญาณและการสร้างสรรค์ต่างหาก ยอดขายเสื้อผ้าของพวกเขาในปีแรกอยู่ที่ 2,600 เหรียญ

ตั้งแต่ความบ้าคลั่งนี้เริ่มต้น Volcom Stone ค่อยแพร่หลายอย่างช้าๆ ไปทั่วโลก ในที่สุดบริษัทก็เรียกได้ว่าเติบโตอย่างสมบูรณ์ แต่พวกเขาก็ยังดำเนินการต่อด้วยปรัชญาการทำงานเดิม ที่พวกเขาเริ่มขึ้นมา ณ ตอนนี้ Volcom ได้เดินทางเข้าไปสู่วงการศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ กีฬา และเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่เชื่อพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองได้ที่ www.volcom.com หรือง่ายกว่านั้นใช้เท้าของคุณพาคุณไปที่ร้าน Volcom ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

www.volcom.com 

Lomo Story : ลืมทฤษฏีเกี่ยวกับการถ่ายภาพทั้งหมดที่คุณเคยเรียนรู้มา
By Design Killer

ในขณะที่กล้องถ่ายภาพ Brand ต่างๆ พยายามแข่งขันกันพัฒนาสินค้าให้ออกมาทันสมัยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความละเอียดของภาพ Function ต่างๆ การถ่าย Clip วีดีโอ รวมไปถึงการ Design ที่แข่งกันทำออกมาให้ดูล้ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในหมู่ฝูงชนที่แข่งขันกันวิ่งไปข้างหน้านั้น ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ หนึ่งที่ไม่วิ่งไปตามกระแสนั้น พวกเขามีชื่อว่า Lomo

หากใครสนใจสินค้าพวก Design เท่ๆ เก๋ๆ คงต้องเคยเห็นกล้องของ Lomo มาบ้าง ด้วย Design ที่ Classic สะดุดตา แถมราคาก็ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หากใครที่เป็นเซียนกล้องตัวจริง อาจจะไม่ถูกใจนักด้วยที่มันถูก Design เพื่อทำลายกฎเกณฑ์การถ่ายภาพโดยเฉพาะ ไม่เชื่อลองอ่านเรื่องราวของ Lomography ดู

Lomography

Lomography ถือกำเนิดเมื่อปี1991 ณ ปราก เมือง เมื่อเด็กนักเรียนเวียนนาสองคนค้นพบกล้องอันเล็ก น่าลึกลับของรัสเซีย Lomo Kompakt Automat ในร้านขายอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปเล็กๆ ร้านหนึ่ง มันคือส่วนผสมของช็อตภาพเด็ดๆ โลกผจญภัยของการ Snapshot และเสน่ห์ของภาพต่อเนื่อง เมื่อการทดลองทางภาพถ่ายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ Lomography จึงได้ถือกำเนิดขึ้น มันอาจจะเป็นกระทั่งเครื่องบริหารนิ้ว และเครื่องเล่นอันสุดแสนสร้างสรรค์ที่จะบันทึกภาพสนุกๆ ไว้

ในกรุงเวียนนาคุณจะได้พบผู้คนที่แจ๋วๆ น่าสนใจจากทุกสาขาอาชีพ พกพาเจ้า Lomo ตัวเล็กสีดำ ถ่าย Snap กันเกือบตลอดเวลา ส่วนใหญ่กล้องพวกนี้ถูกนำเขามาจำนวนไม่มากโดยพวกเขาทั้งสอง (พวกเขาเรียกตัวเองว่า Lomographer) และส่วนหนึ่งก็นำเข้ามาทางประเทศเพื่อนบ้านทางยุโรปตะวันออก

ในปี 1992 ณ กรุงเวียนนา พวกเขาก่อตั้ง Lomography Society (สมาคมศิลปะ) และ 10 กฎทองคำของ Lomography ก็ถูกตั้งขึ้นในฐานะคำแถลงการณ์ของชาว Lomographic ตามมาด้วยงานแสดงภาพและกิจกรรมต่างๆ ปี 1994 พวกเขาได้ลองเสี่ยงจัดงานระหว่างชาติดู คือ งาน Mascow And New York ซึ่งพวกเขาแสดงภาพถ่ายของ Moscow 10.000 ภาพ ที่ New York และในทางกลับกัน ภาพของ New York 10,000 ภาพก็ถูกจัดแสดงที่ Moscow

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่อยู่ตามบ้าน พวกเขาจึงได้สื่อสารแจ้งข่าว ถึงงานแสดงภาพของพวกเขาที่กรุงเวียนนาทาง Internet นี่ก็เป็นที่มาของ www.lomography.com ซึ่งทำให้ Lomography แพร่หลายออกไปในระดับนานาชาติ พวกเขาก็เริ่มไปคุยกับผู้จัดทำกล้อง Lomo ที่เป็นบริษัทรัสเซีย พวกเขาได้ตกลงทำสัญญากันว่าจะเป็นผู้จัดจำหน่ายกล้อง Lomo ระยะยาวแต่เพียงผู้เดียวไปจนถึงปี 2015 จากจุดนี้นำไปสู่กลุ่มคนผู้คลั่งไคล้อุดมการณ์ของ Lomography เป็นอย่างมาก จนพวกเขาได้ก่อตั้ง Lomographic Embassies ในหลายประเทศ และหลายเมืองทั่วโลก เพื่อมุ่งแผ่ขยาย Lomography ไปให้ครอบคลุมทั้งโลก

ที่ศูนย์กลางใหญ่ของ Lomography เต็มไปด้วยภาพที่ถ่ายขึ้นจำนวนมหาศาล และเครื่องไม้ เครื่องทือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พวกเขาได้พัฒนาออกแบบ และจัดจำหน่ายกล้อง Lomo และอุปกรณ์เสริมให้หลากหลายมากขึ้น เช่น Lomo LCA, ActionSampler, CyberSampler, SuperSampler, Color Flash, Holga รวมทั้งสินค้าอย่างหนังสือ กระเป๋า และของแฟชั่น ของเหล่านี้แสนจะง่ายในการที่คุณจะนำไปใช้ และมันก็มีคุณค่า พวกเขาทำให้มันดูดี Sexy ไม่แพง ไม่มีเรื่องราวหนักๆ มาเกี่ยวข้อง (Unpolitical) และออกจะดูฉลาดๆ หน่อยๆ (A tad intellectual) สินค้าเหล่านี้จะทำให้โลกเดิมๆ ของคุณเปลี่ยนไปเป็นโลก Lomography

10 Golden Rules of Lomography :

10 กฏทองของ Lomography นี้มีเพื่อลบทฤษฏีเกี่ยวกับการถ่ายภาพทั้งหมดที่คุณเคยเรียนรู้มา โดยเฉพาะถ้าคุณไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับถ่ายภาพมาก่อน หายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวที่จะลืมทุกสิ่งที่คุณไม่เคยต้องการจะรู้

1. นำกล้องของคุณไปกับทุกๆ ที่ๆ คุณไป : เตรียมตัวให้พร้อม อย่าปล่อยให้กล้องอยู่ห่างจากมือ พร้อมที่จะถ่ายภาพทุกที่ และทุกเเวลา

2. ถ่ายภาพเวลาไหนก็ได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน : ทุกๆ วินาทีต่างก็มีลักษณะเฉพาะของมัน ทั้งแสง สี ความลึกต่างๆ ชีวิตของคุณมันไม่รอกล้องของคุณหรอก

3. Lomography ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงชีวิตของคุณ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ : มันก็เหมือนการพูด การคุย การนอน การกิน การคิด การดื่ม การหัวเราะ และการรัก Lomography เป็นเครื่องหมายอันทรงพลังที่บ่งบอกว่าคุณยังมีชีวิตอยู่

4. พยายามถ่ายภาพโดยไม่ต้องมองผ่านช่องมองภาพ : คุณไม่จำเป็นต้องมองผ่านช่องมองภาพเพื่อให้ได้รูปที่ดีหรอก ตรงกันข้ามต่างหาก ให้อิสระกับตัวคุณเองในทางเลือกของมุมมอง ชูมือขึ้นไปบนอากาศ ถ่ายไปใช้แค่ประสบการณ์ของคุณกับโชคนิดหน่อย

5. เข้าไปใกล้วัตถุของความต้องการใน Lomography ของคุณให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ : เข้าไปใกล้ๆ ถ่ายตั้งแต่ข้อมือ ลึกเข้าไปในดวงตา เข้าไปใกล้อะไรก็ตามที่คุณสนใจ หัวเราะ รู้สึกดีกับมัน

6. ไม่ต้องคิด : จุ่มหัวของคุณลงในอ่างน้ำแข็ง กลั้นหายใจ นับหนึ่งถึงร้อย ปล่อยให้ปัญหาของคุณละลายไป เอาหัวของคุณออกมา หยิบกล้องแล้วออกไปที่ถนน ถ่ายภาพ Live it and have fun

7. ถ่ายให้ไว : เศษหนึ่งส่วนสิบวินาทีทำให้เกิดความต่างระหว่าง Lomography กับไม่ใช่ Lomography แค่อย่างเสียเวลาไปกับการจัดวาง การปรับแต่ง การคิดถึงมัน อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่สำคัญ และการชักช้า First Impression มีคุณภาพด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไว้ใจตัวเองเถอะ

8. คุณไม่ต้องรู้ล่วงหน้าหรอกว่าคุณจะถ่ายอะไรลงบนฟิล์ม : ปล่อยโอกาสให้เกิดความบังเอิญบ้าง มีความสุขกับการอาศัยอยู่กับเหตุการณ์บังเอิญซะ คุณไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อ Lomography หรอกนะ Lomography อยู่ที่นี่เพื่อคุณต่างหาก Lomography จะเวิร์คก็ต่อเมื่อสิ่งที่คุณตั้งใจทำนั้น คือ การเฉลิมฉลองชีวิตของคุณเท่านั้นแหล่ะ

9. เรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลังคุณก็ไม่ต้องรู้เหมือนกัน : ว้าว มันดูยอดมาก มันคืออะไรกัน ฉันไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย สมองของคุณกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ความทรงจำของคุณกำลังหมุน อดีตของคุณกำลังตีลังกา ไม่ คุณไม่ต้องรู้อย่างแท้จริงหรอก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนฟิล์มหลังจากนั้น แค่อ่านระหว่างภาพ Lomography ก็พอ

10. ไม่ต้องสนใจกฏอะไรทั้งนั้น : ลืมสิบบกฏทองคำนี้ไปให้หมด ค้นหาหนทาง Lomography ในทางของคุณเอง นำตัวเองเข้าไปสู่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทำมัน ทำสิ่งที่คุณต้องการ แต่ ทำมันตอนนี้ซะ