EverythingIsDesign

Lomo Story : ลืมทฤษฏีเกี่ยวกับการถ่ายภาพทั้งหมดที่คุณเคยเรียนรู้มา
By Design Killer

ในขณะที่กล้องถ่ายภาพ Brand ต่างๆ พยายามแข่งขันกันพัฒนาสินค้าให้ออกมาทันสมัยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความละเอียดของภาพ Function ต่างๆ การถ่าย Clip วีดีโอ รวมไปถึงการ Design ที่แข่งกันทำออกมาให้ดูล้ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในหมู่ฝูงชนที่แข่งขันกันวิ่งไปข้างหน้านั้น ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ หนึ่งที่ไม่วิ่งไปตามกระแสนั้น พวกเขามีชื่อว่า Lomo

หากใครสนใจสินค้าพวก Design เท่ๆ เก๋ๆ คงต้องเคยเห็นกล้องของ Lomo มาบ้าง ด้วย Design ที่ Classic สะดุดตา แถมราคาก็ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หากใครที่เป็นเซียนกล้องตัวจริง อาจจะไม่ถูกใจนักด้วยที่มันถูก Design เพื่อทำลายกฎเกณฑ์การถ่ายภาพโดยเฉพาะ ไม่เชื่อลองอ่านเรื่องราวของ Lomography ดู

Lomography

Lomography ถือกำเนิดเมื่อปี1991 ณ ปราก เมือง เมื่อเด็กนักเรียนเวียนนาสองคนค้นพบกล้องอันเล็ก น่าลึกลับของรัสเซีย Lomo Kompakt Automat ในร้านขายอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปเล็กๆ ร้านหนึ่ง มันคือส่วนผสมของช็อตภาพเด็ดๆ โลกผจญภัยของการ Snapshot และเสน่ห์ของภาพต่อเนื่อง เมื่อการทดลองทางภาพถ่ายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ Lomography จึงได้ถือกำเนิดขึ้น มันอาจจะเป็นกระทั่งเครื่องบริหารนิ้ว และเครื่องเล่นอันสุดแสนสร้างสรรค์ที่จะบันทึกภาพสนุกๆ ไว้

ในกรุงเวียนนาคุณจะได้พบผู้คนที่แจ๋วๆ น่าสนใจจากทุกสาขาอาชีพ พกพาเจ้า Lomo ตัวเล็กสีดำ ถ่าย Snap กันเกือบตลอดเวลา ส่วนใหญ่กล้องพวกนี้ถูกนำเขามาจำนวนไม่มากโดยพวกเขาทั้งสอง (พวกเขาเรียกตัวเองว่า Lomographer) และส่วนหนึ่งก็นำเข้ามาทางประเทศเพื่อนบ้านทางยุโรปตะวันออก

ในปี 1992 ณ กรุงเวียนนา พวกเขาก่อตั้ง Lomography Society (สมาคมศิลปะ) และ 10 กฎทองคำของ Lomography ก็ถูกตั้งขึ้นในฐานะคำแถลงการณ์ของชาว Lomographic ตามมาด้วยงานแสดงภาพและกิจกรรมต่างๆ ปี 1994 พวกเขาได้ลองเสี่ยงจัดงานระหว่างชาติดู คือ งาน Mascow And New York ซึ่งพวกเขาแสดงภาพถ่ายของ Moscow 10.000 ภาพ ที่ New York และในทางกลับกัน ภาพของ New York 10,000 ภาพก็ถูกจัดแสดงที่ Moscow

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่อยู่ตามบ้าน พวกเขาจึงได้สื่อสารแจ้งข่าว ถึงงานแสดงภาพของพวกเขาที่กรุงเวียนนาทาง Internet นี่ก็เป็นที่มาของ www.lomography.com ซึ่งทำให้ Lomography แพร่หลายออกไปในระดับนานาชาติ พวกเขาก็เริ่มไปคุยกับผู้จัดทำกล้อง Lomo ที่เป็นบริษัทรัสเซีย พวกเขาได้ตกลงทำสัญญากันว่าจะเป็นผู้จัดจำหน่ายกล้อง Lomo ระยะยาวแต่เพียงผู้เดียวไปจนถึงปี 2015 จากจุดนี้นำไปสู่กลุ่มคนผู้คลั่งไคล้อุดมการณ์ของ Lomography เป็นอย่างมาก จนพวกเขาได้ก่อตั้ง Lomographic Embassies ในหลายประเทศ และหลายเมืองทั่วโลก เพื่อมุ่งแผ่ขยาย Lomography ไปให้ครอบคลุมทั้งโลก

ที่ศูนย์กลางใหญ่ของ Lomography เต็มไปด้วยภาพที่ถ่ายขึ้นจำนวนมหาศาล และเครื่องไม้ เครื่องทือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พวกเขาได้พัฒนาออกแบบ และจัดจำหน่ายกล้อง Lomo และอุปกรณ์เสริมให้หลากหลายมากขึ้น เช่น Lomo LCA, ActionSampler, CyberSampler, SuperSampler, Color Flash, Holga รวมทั้งสินค้าอย่างหนังสือ กระเป๋า และของแฟชั่น ของเหล่านี้แสนจะง่ายในการที่คุณจะนำไปใช้ และมันก็มีคุณค่า พวกเขาทำให้มันดูดี Sexy ไม่แพง ไม่มีเรื่องราวหนักๆ มาเกี่ยวข้อง (Unpolitical) และออกจะดูฉลาดๆ หน่อยๆ (A tad intellectual) สินค้าเหล่านี้จะทำให้โลกเดิมๆ ของคุณเปลี่ยนไปเป็นโลก Lomography

10 Golden Rules of Lomography :

10 กฏทองของ Lomography นี้มีเพื่อลบทฤษฏีเกี่ยวกับการถ่ายภาพทั้งหมดที่คุณเคยเรียนรู้มา โดยเฉพาะถ้าคุณไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับถ่ายภาพมาก่อน หายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวที่จะลืมทุกสิ่งที่คุณไม่เคยต้องการจะรู้

1. นำกล้องของคุณไปกับทุกๆ ที่ๆ คุณไป : เตรียมตัวให้พร้อม อย่าปล่อยให้กล้องอยู่ห่างจากมือ พร้อมที่จะถ่ายภาพทุกที่ และทุกเเวลา

2. ถ่ายภาพเวลาไหนก็ได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน : ทุกๆ วินาทีต่างก็มีลักษณะเฉพาะของมัน ทั้งแสง สี ความลึกต่างๆ ชีวิตของคุณมันไม่รอกล้องของคุณหรอก

3. Lomography ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงชีวิตของคุณ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ : มันก็เหมือนการพูด การคุย การนอน การกิน การคิด การดื่ม การหัวเราะ และการรัก Lomography เป็นเครื่องหมายอันทรงพลังที่บ่งบอกว่าคุณยังมีชีวิตอยู่

4. พยายามถ่ายภาพโดยไม่ต้องมองผ่านช่องมองภาพ : คุณไม่จำเป็นต้องมองผ่านช่องมองภาพเพื่อให้ได้รูปที่ดีหรอก ตรงกันข้ามต่างหาก ให้อิสระกับตัวคุณเองในทางเลือกของมุมมอง ชูมือขึ้นไปบนอากาศ ถ่ายไปใช้แค่ประสบการณ์ของคุณกับโชคนิดหน่อย

5. เข้าไปใกล้วัตถุของความต้องการใน Lomography ของคุณให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ : เข้าไปใกล้ๆ ถ่ายตั้งแต่ข้อมือ ลึกเข้าไปในดวงตา เข้าไปใกล้อะไรก็ตามที่คุณสนใจ หัวเราะ รู้สึกดีกับมัน

6. ไม่ต้องคิด : จุ่มหัวของคุณลงในอ่างน้ำแข็ง กลั้นหายใจ นับหนึ่งถึงร้อย ปล่อยให้ปัญหาของคุณละลายไป เอาหัวของคุณออกมา หยิบกล้องแล้วออกไปที่ถนน ถ่ายภาพ Live it and have fun

7. ถ่ายให้ไว : เศษหนึ่งส่วนสิบวินาทีทำให้เกิดความต่างระหว่าง Lomography กับไม่ใช่ Lomography แค่อย่างเสียเวลาไปกับการจัดวาง การปรับแต่ง การคิดถึงมัน อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่สำคัญ และการชักช้า First Impression มีคุณภาพด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไว้ใจตัวเองเถอะ

8. คุณไม่ต้องรู้ล่วงหน้าหรอกว่าคุณจะถ่ายอะไรลงบนฟิล์ม : ปล่อยโอกาสให้เกิดความบังเอิญบ้าง มีความสุขกับการอาศัยอยู่กับเหตุการณ์บังเอิญซะ คุณไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อ Lomography หรอกนะ Lomography อยู่ที่นี่เพื่อคุณต่างหาก Lomography จะเวิร์คก็ต่อเมื่อสิ่งที่คุณตั้งใจทำนั้น คือ การเฉลิมฉลองชีวิตของคุณเท่านั้นแหล่ะ

9. เรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลังคุณก็ไม่ต้องรู้เหมือนกัน : ว้าว มันดูยอดมาก มันคืออะไรกัน ฉันไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย สมองของคุณกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ความทรงจำของคุณกำลังหมุน อดีตของคุณกำลังตีลังกา ไม่ คุณไม่ต้องรู้อย่างแท้จริงหรอก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนฟิล์มหลังจากนั้น แค่อ่านระหว่างภาพ Lomography ก็พอ

10. ไม่ต้องสนใจกฏอะไรทั้งนั้น : ลืมสิบบกฏทองคำนี้ไปให้หมด ค้นหาหนทาง Lomography ในทางของคุณเอง นำตัวเองเข้าไปสู่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทำมัน ทำสิ่งที่คุณต้องการ แต่ ทำมันตอนนี้ซะ




VOLCOM - Youth Against Establishment
By Your Logo is Suck!

We knew nothing about how to make clothes but that didn't matter. It was all about spirit and creativity.

ระหว่างเดือนมีนาคมอันไร้สาระในปี 1991 เพื่อนซี้ Richard Woolcott และ Tucker Hall ร่าเริงไปทริป Snowboard ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้ง 2 ไปตลอดกาล Tucker นั้นเพิ่งจะพักจากงาน เขากระโดดขึ้นรถไปที่ทะเลสาบทาโฮ เพื่อเยี่ยม Nathan Fletcher และ Mark Gabriel หลังจากลัลล้าไปได้ 4 วัน Richard โทรไปขอโทษที่ทำงานว่าหิมะตกหนัก ยังกลับไปทำงานไม่ได้ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พวกเขาตื่นขึ้นมาทุกเช้าเหยียบย่ำไปบนกองหิมะ นั่นเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงครั้งแรกของพวกเขาในการเล่น Snowboard และพวกเขาเริ่มถูกมันครอบงำ

2 อาทิตย์หลังจาก Richard ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อพักผ่อนและเล่น Snowboard เขาและ Tucker เริ่มพูดคุยถึงเรื่องการเปิดบริษัทขายเสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นชิ้นเป็นอัน หลังจากฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ทั้งสองมีไอเดียที่อยากเปิดบริษัท Riding ที่มีพื้นฐานความคิดมาจากกีฬา 3 ชนิดที่พวกเขาชอบ ด้วยเงิน 5,000 เหรียญจากพ่อของ Richard พวกเขาเริ่มดำเนินงาน อย่างแรกคือชื่อ ต่อมาก็ The Stone แล้ว Volcom ก็กำเนิดขึ้นมา

ไอเดียของ Volcom นั้น ถูกรวมเข้ากับปรัชญาหลักของกาลเวลา youth against establishment" แปลโง่ๆ ได้ว่า วัยรุ่นต่อต้านสถาบัน พลังงานนี้คือสภาพที่ถูกจุดประกายเพื่อที่จะสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของวัยรุ่น Volcom คือครอบครัวของผู้คนที่ไม่เต็มใจที่จะยอมรับการกีดกันของเส้นทางที่ถูกบัญญัติขึ้นมา มันเป็นเวลาที่การเล่น Snowboard และ Skateboard ถูกมองอย่างไร้ค่า อเมริกาอยู่ในสภาวะซบเซา มีการจลาจลที่ LA และสงครามแบ่งแยก โอกาสล่องลอยอยู่ในอากาศ การแสดงออกของวงดนตรีอย่าง Nirvana และ Pearl Jam คือสิ่งที่ดีที่สุด

ใน 2 ปีแรกนั้น Richard และ Tucker ได้เดินไปรอบโลกด้วยการเดินทางอันป่าเถื่อนกับเพื่อนๆ เล่น Board ทุกที่ๆ เล่นได้ พวกเขาทำธุรกิจให้เล็กที่สุด สำนักงานใหญ่นั้นตั้งอยู่ที่ Newport ในห้องนอนของ Richard ส่วนการขายทั้งหมดนั้นดำเนินงานเข้าออกอยู่ที่ห้องนอนของ Tucker ใน Huntington พวกเขาทั้งสองไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า แต่นั่นมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก ทั้งหมดมันเกี่ยวกับจิตวิญญาณและการสร้างสรรค์ต่างหาก ยอดขายเสื้อผ้าของพวกเขาในปีแรกอยู่ที่ 2,600 เหรียญ

ตั้งแต่ความบ้าคลั่งนี้เริ่มต้น Volcom Stone ค่อยแพร่หลายอย่างช้าๆ ไปทั่วโลก ในที่สุดบริษัทก็เรียกได้ว่าเติบโตอย่างสมบูรณ์ แต่พวกเขาก็ยังดำเนินการต่อด้วยปรัชญาการทำงานเดิม ที่พวกเขาเริ่มขึ้นมา ณ ตอนนี้ Volcom ได้เดินทางเข้าไปสู่วงการศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ กีฬา และเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่เชื่อพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองได้ที่ www.volcom.com หรือง่ายกว่านั้นใช้เท้าของคุณพาคุณไปที่ร้าน Volcom ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

www.volcom.com 


Paul Frank : Paul Frank is your friend
By Your Logo is Suck

ที่อ่านๆ อยู่เนี้ย อยากรู้เรื่องของเราใช่ป่ะล่ะ หูยยย ปลื้มเป็นบ้าเลย! ไม่ได้พูดเล่นน้าาา คำขวัญของเราคือ "Paul Frank is your friend" ในฐานะที่เป็นเพื่อนกัน จะบอกให้ก็ได้ว่าบริษัทเราก่อตั้งในเมืองเล็กๆ ชื่อ Orange County ก่อนจะเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกหยั่งเงี้ย บางทีคนก็ชอบคิดว่าตาพอลเนี่ยเป็นคนอังกฤษ แต่อันที่จริงแล้ว เค้าเป็นนักเรียนศิลปะแถวชายหาด Huntington ที่อยากจะทำของที่ดีกว่า และเจ๋งกว่าให้เพื่อนๆ ใช้เล่นๆ ตังหากล่ะ

ดูอย่างวัตถุดิบสุดฮิตของพอลซึ่งก็คือ ไวนิล สิ ตอนนั้นไม่มีใครเค้าใช้ไวนิลในงานออกแบบกันแล้ว แต่พอลเค้าได้แรงบันดาลใจหลังจากไปร้านขายเรือแถวบ้านเพื่อหาซื้อไวนิลสีส้มมาใช้เย็บแปะบนรองเท้าผ้าใบ "ผมได้ไอเดียมาจากพวกสปีดโบ๊ทของคนแถวบ้านน่ะฮะ เบาะพนักเรือมักจะใช้สีเจ็บๆ พวกนี้เรื่อยเลย ผมอยากทำรองเท้าให้สะดุดตาด้วยการใช้แถบไวนิลเย็บติดลงไป แต่ไหงลงเอยด้วยการทำกระเป๋าสตางค์ได้ก็ไม่รู้"

มันก็แค่การออกแบบกระเป๋าตังค์เพื่อการใช้สอยทั่วไปนั่นคือการใส่เงินเท่านั้นแหละ แต่พอลออกแบบกระเป๋าให้ใหญ่และมีเนื้อที่บรรจุกว้างกว่ากระเป๋าใบอื่นๆ นิดหน่อย ด้วยวัตถุดิบเจ๋งๆ จากยุค 60 ที่ถูกมองข้าม และสีสันสดใสอย่างสีเหลืองและส้ม ตั้งแต่วันแรกที่เขาทำกระเป๋าสตางค์ออกมา ใครได้เห็นก็ล้วนแต่อยากเป็นเจ้าของ ทุกวันนี้พอลก็ยังสร้างงานด้วยความกระตือรือร้นแบบเดิม และวาดคาแรกเตอร์แต่ละตัวขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง และยังสร้างเรื่องราวให้พวกมันอีกด้วย

เราให้ความสำคัญกับเรื่องรายละเอียด ทัศนวิสัยอันสร้างสรรค์ของพอลคือหัวใจในการทำงานและเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราทุกคนตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มจับเครื่องจักรซิงเกอร์เลยทีเดียว "ผมห่วยแตกมากเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์" พอลกล่าว "แต่ผมไม่แคร์หรอกครับ ภาพเขียนของ Cherubs ไม่ได้ทำให้ผมสนใจ สิ่งที่ผมสนใจคือสิ่งของ หรือวัตถุรอบตัวเรา สัญลักษณ์ของชีวิตในเมือง สิ่งต่างๆ ที่ถูกตัดทอนให้เหลือรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด"

www.paulfrank.com



Emily the Strange : Worlds Greatest Troublemaker

Emily ปรากฎตัวครั้งแรกในหนังสือที่มีชื่อว่า Emilys Book of Strange ที่จุดประกายให้กับวงการเสื้อผ้า เครื่องประดับ ในระดับกว้างขวางไปทั่วโลก โดยถูกรู้จักกันในชื่อว่า Emily the Strange ร้านค้าเสื้อผ้าวัยรุ่นเท่ห์ๆ เก่ๆ ทั้งหลายทั่วโลกนั้น ต่างก็มีสินค้าของ Emily ขายกันทั้งนั้น ล่าสุด Emily เพิ่งไปเปิด Shop ของตัวเองที่ญี่ปุ่นมา สินค้าของ Emily ได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะ Character ของ Emily แล้วก็พวกแมวๆ ทั้งสี่ตัวของเธอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการ Design เลยทีเดียว เพราะ Character เหล่านี้ กลายเป็นจุดขายและ ภาพลักษณ์ของสินค้าไปแล้ว ดังนั้นถ้าจะให้เข้าใจ Concept ในการ Design สินค้าของ Emily the Strange เราก็น่าจะต้องเข้าใจใน Character ของตัวละครต่างๆ ก่อน นอกจากนั้น ผมยังผนวกเอาบทสัมภาษณ์ของ Emily เอาไว้ให้อ่านดู เผื่อจะได้เข้าใจในตัว Emily กันมากขึ้น

Characters

Emily : เธอเป็นพวก Anti-Cool เธอไม่ตามใครทั้งนั้นนอกจากตัวเธอเอง และยังเป็นพวก Anti-Hero สำหรับขบวนการ Do It Yourself เธอเป็นคนแปลกๆ ซึ่งเธอเองก็รู้ตัว เธอไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเธอ เธอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เพียงแค่เธอขึ้นอยู่กับสิ่งไม่ดีเท่านั้น ประโยคติดปากของเธอก็คือ Get Lost! (ไสหัวไปซะ!) เธอเป็นนักสร้างปัญหาที่เก่งที่สุดในโลก และนั่นเป็นสาเหตุที่พวกเรารักเธอ

Sabbath : เจ้า Sabbath เป็นเลือดใหม่ของกองกำลังติดอาวุธ New School มันเป็นแมวตัวผู้ ที่ใช้ชีวิตอย่างมีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว ไม่มองหาเรื่องยุ่งๆ มาใส่ชีวิต แต่มันก็จะเจอจนได้ มันไม่ชอบการอยู่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ตัวอื่น ชอบพูดติดปากว่า Dude เป็นประจำ - เจ้า Sabbath มีแผลเป็นจากการต่อสู้หนึ่งแห่งที่หูข้างขวา

Neechee : มันเป็นพวกสูญนิยม ที่ไม่เชื่อในสิ่งต่างๆ เอาซะเลย อาจหมายความรวมถึงการชอบทำลายล้างเสียด้วย Neechee เป็นแมวตัวผู้เช่นกัน มันชอบที่จะจ้องมองเข้าไปในตาของเรา มันเป็นแมวจอมเจ้าเล่ห์ เป็นผู้วางแผนการต่อสู้เป็นประจำ มันรู้ดีที่สุดถึงเส้นทางใต้ดิน หรือแถวๆ หลังคาในละแวกที่มันอาศัยอยู่ ที่สำคัญ คือ รู้ทางหนีทีไล่ รวมทั้งที่หลบซ่อนตัวเป็นอย่างดี มันมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีนิ้วเท้า 6 นิ้ว มาตั้งแต่เกิด นั่นจึงทำให้มันเป็นแมวจอมขุดชั้นเลิศ ฉะนั้นมันสามารถจะผ่านแนวรั้วของคุณไปได้โดยง่าย

Mystery : ถือเป็นแมวอาวุโสของ Emily มันเป็นแมวเพศเมีย มักจะคอยเดินวนเวียนอยู่โดยไม่พูดไม่จา เป็นแมวหัวหน้ากลุ่มผนวกกับตำแหน่ง ผู้คุ้มครองปกป้อง มักจะต่อสู้ตะลุมบอนจนเลือดตกยางออก เจ้า Mystery สนิทสนมกับ Emily มากๆ แมวตัวอื่นชอบเรียกเธอว่าเป็นแมว Old School

Miles : มันเป็นแมวที่ว่องไวที่สุดในเมืองนี้ เป็นอัจฉริยะผู้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้สร้างความเป็นไปได้ มักจะเป็นแมวกองหลังในการต่อสู้ และเป็นแมวสื่อสาร คอยบอกแมวตัวอื่นว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง มันน่ารักซื่อสัตย์และขี้เล่น ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการณ์ได้ดี เราสามารถสื่อสารผ่านดวงตาหลากสีของมัน

Interview with Emily

เธออายุเท่าไหร่เหรอ
Emily : 13
เธอพักอยู่ที่ไหนล่ะ
Emily : ในหัวของฉัน
ความทรงจำที่เก่าที่สุดของเธอคืออะไร
Emily : ฉันไม่จำมันหรอก
เมื่อคืนเธอฝันอะไรบ้าง
Emily : มันเป็นฝันร้าย มีคุณก็อยู่ในนั้นด้วย
โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร
Emily : ฉันจะเป็นทุกอย่างที่ฉันเป็นไม่ได้นั่นแหล่ะ
แล้วนอกจากไอ้อะไรที่เธอเป็นไม่ได้น่ะ มีอะไรอีกไหมที่เธออยากเป็นตอนโต มีเป้าหมายอื่นไหมที่เธอสนใจ
Emily : ฉันชอบไอ้สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นี่แหล่ะ ทำไมต้องเปลี่ยนล่ะ
ใครเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอเหรอ
Emily : ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ปกติแล้ว ฉันชอบคนที่ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวมากที่สุดน่ะ
พ่อของเธออยู่ที่ไหนเหรอ
Emily : แล้วพ่อของคุณล่ะ
เธอเคยไปแคนาดาไหม
Emily : เคย และไม่เคย
เธอรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าเธอแตกต่างจากคนอื่น
Emily : ตอนที่ฉันที่เปิดตา ใจของฉันก็ทำตาม และใช่ ฉันมันแปลกน่ะ
เธอรู้ดีว่าเธอกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วเธอรู้สึกยังไงเกี่ยวกับการที่ Britney Spears ใส่หน้าเธอบนหน้าอกปลอมนั้น
Emily : ฉันไม่เชื่อเรื่องการทำอะไรตามสื่อหรอกนะ ฉันสร้างความจริงของฉันเอง และนั่นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันหรอก อะไรที่มันยอดเยี่ยม เกี่ยวกับการเป็นคนแปลกๆ
Emily : มันน่าสนใจ มันไม่เหมือนใคร แต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความยอดเยี่ยมหรอกนะ
ครั้งนึงเธอเคยบอกว่าก้นของ Senior Bush สมควรถูกเตะ ทำไมล่ะ
Emily : เพราะพวกเราต้องการ Army of None น่ะสิ
มีอะไรไหมที่เธอยังทำไม่เสร็จ แต่รอที่จะทำไม่ไหว
Emily : ฉันยังไม่เสร็จการสัมภาษณ์นี้เลย แต่ฉันรอไม่ไหวแล้วล่ะ
ถ้าเธอเปลี่ยนสิ่งนึงในโลกได้ เธอจะเปลี่ยนอะไร
Emily : ฉันเปลี่ยนได้ทุกอย่างนั้นแหล่ะ ทำไมต้องอย่างเดียวด้วยล่ะ
เธอคิดว่า เธอจะเป็นคนไม่แปลกไหม เมื่อเธอโตขึ้นน่ะ
Emily : ใช่ ฉันเห็นด้วย ทำไมเหรอ

Emily Secret : จริงๆ แล้ว Emily อายุ 12 ปี แต่โกหกว่าอายุ 13 เพราะว่าเธอชอบเลขนี้มากกว่า

www.emilystrange.com

Text by Everything is Designed

Nooka : Know the time by your instinct

The Name
Nooka เป็นภาษา Amararunk'thuh โบราณที่หมายความว่า Future is now.
Nooka เป็นคำย่อมาจากคำว่า "New Yorker" เมื่อออกเสียงด้วยสำเนียงของคนพื้นเมือง New York
Nooka เป็นคำผสมโดยส่วนแรกมาจากคำว่า "New York" และส่วนท้ายมาจากคำว่า "Osaka" เพื่อแสดงออกถึงสุนทรีที่กว้างขวางของผู้สร้าง
Nooka เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของ Matthew Waldman สงวนลิขสิทธิ์ (ห้ามเลียนแบบ)

The Nooka Story
Nooka เป็นผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและดีไซเนอร์นามว่า Matthew Waldman ในปี 1997 Matthew ยืนเงยหน้าจ้องมองนาฬิกาติดกำแพงขนาดยักษ์ที่โรงแรม London แล้วหยุดคิดถึงเมื่อตอนเด็กๆ คราวที่เขาถูกสอนถึงวิธีการอ่านเวลา ดังนั้นเขาจึงลงมือวาดภาพไอเดียการออกแบบที่เป็นไปได้อื่นๆ ลงในผ้าเช็ดมือ และนำมันกลับไปที่ New York ก่อนที่จะลงมือออกแบบอย่างจริงจัง จนออกมาเป็น Nooka อย่างที่เราเห็น

การอ่านเวลาของ Nooka นั้นต้องใช้สัญชาตญาณมากกว่านาฬิกาแบบเดิมๆ ยิ่งเวลาในแต่ละวันผ่านไปนานเท่าไหร่ ความหนาแน่นของ Visual บนหน้าปัดก็จะมากตามไปด้วย ทำให้คุณสามารถอ่านเวลาคร่าวๆ ได้แม้ด้วยการมองเพียงแว้บเดียว หรือว่ากันง่ายๆ แล้ว Nooka ทำให้เราอ่านเวลาอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น มิใช่อ่านเวลาด้วยรูปแบบค่านิยมเก่าๆ ที่เราเคยถูกสอนมา ผลงานของ Nooka ได้รับการยอมรับมิใช่น้อย มันถูกนำไปขายในร้านของ Museum of Modern Art ใน New York แถมยังถูกคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายในการประกวด Genart awards ในหมวดหมู่ของเครื่องประดับ ในปี 2005 อีกด้วย

The Designer
Matthew Waldman คือ Creative Director ผู้เชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในกาทำงานที่รวมเอาเอกลักษณ์และการออกแบบเข้าไว้ด้วยกัน

New York Zoom สตูดิโอออกแบบของเขา ได้รับรางวัลในการออกแบบ Web และภาพเคลื่อนไหวมากมายในอเมริกา ญี่ปุ่น และอังกฤษ

ณ ตอนนี้ กับบริษัท Berrymatch L.L.C., เขานำเอาความสามารถพิเศษของเขามาพัฒนาสินค้าและออกแบบ Character ใน Project ลิขสิทธิ์สำหรับ Website ของเขาไม่ว่าจะเป็น nooka.com, fairylaborunion.com และ berrymatch.com

Matthew ยังเป็นอาจารย์สอน Web Design Process และ Production Process ที่ Parsons School of Design และ New School University ณ กรุง New YorK

Information from www.nookawatch.com

ป.ล. หาซื้อ Nooka ได้ที่ร้าน Q Concept @ Siam Paragon และ Playground ทองหล่อ

Text by Everything is Designed

Arman Emami ดีไซเนอร์ของนาฬิกา Neolog เพิ่งได้รับรางวัล Red Dot Design award สาขา Wristwatch

Neolog โดดเด่นด้วยวัสดุที่เลือกมาใช้ และการสร้างสรรค์วิธีการดูเวลารูปแบบใหม่ (จริงๆ ไม่เห็นต่างจากของ Nooka เลย Nooka ดูเท่ห์แถมมี Concept แข็งแรงกว่าด้วย หรือเราตาไม่ถึงเองก็ไม่รู้นะ)

www.neolog.cc

For those colours which you wish to be beautiful, always first prepare a pure white ground. Leonardo Da Vinci

ไม่มีประโยคใดๆ ที่เหมาะสมไปกว่า ประโยคข้างต้นที่จะนำมาใช้อธิบายคอนเซ็ปต์ของ Adicolor คอลเล็คชั่นไอเดียบรรเจิดของอดิดาสที่ทำให้ตลาดรองเท้าในปี ค.ศ.1983 ต่างตกตะลึงด้วยการขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นเพียงรองเท้าใบสีขาวเรียบๆ ที่มาพร้อมกลับปากกาเมจิก (แบบแห้งเร็วและติดทนนาน) 6 สี คือ แดง น้ำเงิน เหลือง เขียว ชมพู และดำ ขายเอกลักษณ์ในตัวสินค้า ที่ไม่ใช่แค่เพียงทำโฆษณาให้แปลก แหวกแนวแล้วยัดเยียดความเป็นเอกลักษณ์ลงไปเหมือนอย่างที่เห็นกันดาษดื่น แต่เป็นเอกลักษณ์ที่แท้จริงที่ถ่ายทอดออกมาจากปัจเจกของแต่ละคน

และด้วยทัศนะมุมมองทางด้านศิลปะและการตลาดอันลงตัวทำให้รองเท้าอดิดาสเป็นรองเท้าขวัญใจคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนในแวดวงศิลปะ (ที่ปกติมักจะเทใจให้กับแบรนด์อิสระเล็กๆ มากกว่าแบรนด์ดังระดับโลก) มาคราวนี้ปี ค.ศ. 2006 ในยุคที่ศิลปะกำลังได้รับการยอมรับในขอบเขตที่กว้างมากขึ้นทุกที หลังจากโดนความคิดเชิงวิทยาศาสตร์กดขี่มาโดยตลอด อดิดาสก็อาศัยจังหวะที่สวยงามนี้ปลุกวิญญาณของ Adicolor ขึ้นมาอีกครั้ง โดยคราวนี้พวกเขารวมพลคนชั้นนำในแวดวงศิลปะและการออกแบบ (ที่ทำให้เรากรี๊ดมากที่สุดคือ Fafi ศิลปินกราฟฟิตี้สาวสุดเปรี้ยวคนโปรดของเรา) มาร่วมถ่ายทอดระบายสีสันสร้างงานศิลปะลงบนรองเท้าสีขาวคู่นี้ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นงานศิลปะชั้นยอดที่อันแน่นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มีสไตล์เฉพาะตัว

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ พิสูจน์ด้วยตาของคุณเองวันนี้ที่ร้านชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

Text by Everything is Designed

ผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์สุดสวยมากมายจากงาน Taiwan International Design Competition ครั้งล่าสุด เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่

http://www.tdc.org.tw/competition/2005/result2.htm

ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใส่ชื่อแบรนด์ของตัวเองลงบนสินค้า ไม่มีแม้แต่ Logo หรือแม้กระทั่งชื่อของคนออกแบบ แถมจัดวางขายอยู่บนชั้นวางของเรียบๆ ไร้สีสันดึงดูดใจ ทันทีที่ป้ายราคาถูกแกะออก ก็ไม่เหลือร่องรอยอันใดที่จะสืบหาที่มาที่ไปของสินค้าชิ้นนี้อีกต่อไป การกระทำที่เหมือนจะเผาหนังสือหลักการตลาดทิ้งนี้ ทำให้นักการตลาดทั่วโลกต้องมานั่งวิเคราะห์กันอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะว่าพวกเขาคือ Muji แบรนด์สินค้ายอดนิยมของประเทศญี่ปุ่น ที่บุกไปสร้างชื่อในประเทศอังกฤษ และไม่วายเข้ามาบุกเพื่อนบ้านเอเชียอย่าง ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์

Muji มีชื่อเต็มว่า Mujirushi Ryohin ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า No Brand, Good Product Muji ถือกำเนิดมาในช่วงปี 1980 ด้วยสินค้าเพียง 40 ชิ้น และดำเนินแผนการตลาดแบบ อนัตตา อย่างเข้มงวดตั้งแต่ อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นของ Muji เน้นความเรียบง่ายทั้งในแง่การออกแบบและกระบวนการผลิต เน้นเป็นมิตรกับธรรมชาติ ออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้งานเป็นหลัก Muji ไม่สนใจว่าสินค้าต้องดูมีสไตล์ หรือว่าอินเทรนด์ นโยบายของ Muji ไปที่ว่า This will work มากกว่า This is what I want.

ถึงแม้ว่า Muji จะใช้ Designer ที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนมาออกแบบสินค้า แต่พวกเขาไม่คิดที่จะนำชื่อเหล่านั้นมาขายเพราะ พวกเขาเชื่อว่าใครออกแบบสินค้านั้นไม่สำคัญ สิ่งนั้นใช้งานได้และใช้ได้ดีต่างหากคือสิ่งสำคัญ

ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อ ให้กับ Muji มากที่สุดคือ เครื่องเล่น CD ที่ถูกจารึกอยู่ในหน้าประวัติการออกแบบผลิตภัณฑ์ไปแล้ว ณ ปัจจุบัน Muji มีผลิตภัณฑ์มากถึง 4,000 ชิ้น ครอบคลุมของใช้เกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเขียน เครื่องครัว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารกึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้า เครื่องสำอาง รถยนต์ จนถึงขั้นบ้านสำเร็จรูป

ถึงแม้ตอนนี้เมืองไทยยังไม่มีร้าน Muji เข้ามาเปิดเต็มตัว (มีแต่ข่าวแว่วๆ ว่าจะเปิด) แต่ถ้าใครสนใจ สามารถตามหาสินค้าบางชิ้นของ Muji ได้ที่ ร้าน Mola สยามสแควร์ ซ.2 ร้าน Personal Space ที่ Siam Discovery ร้านขายเครื่องเขียนที่ เซ็นทรัล ชิดลม และ Isetan

Text by Everything is Designed

SEGATOYS HomeStar (Home Planetarium)
เชื่อหรือไม่? วันนี้เราสามารถย่อจักรวาลอันแสนจะลึกลับ และกว้างใหญ่ มาไว้ในห้องนอน (หรือแม้แต่ห้องน้ำ) ของเราได้ Believe it or not? Today we can shrink the mysterious and gigantic universe to fit in our own bedroom (or even bathroom)

SEGATOYS HomeStar ของเล่นชิ้นใหม่ล่าสุดจาก SEGATOYS เปลี่ยนผนังหรือเพดานห้องของคุณให้เต็มไปหมู่ดาวถึง 10,000 ดวง ถ่ายทอดประสบการณ์อันลึกล้ำ โรแมนติก ที่นอกจากจะทำให้เด็กน้อยตาโตแล้ว ยังดึงดูดใจผู้ที่หลงใหลเสน่ห์อันไร้จุดสิ้นสุด และด้วยเครื่องขนาดเล็กกะทัดรัด บวกกับที่ใส่แบตเตอร์รี่ภายในตัว ทำให้คุณพกของเล่นมหัศจรรย์นี้ไปกับคุณได้ทุกที่ ใครๆ ก็เป็นเจ้าของจักรวาลได้แล้ววันนี้ SEGATOYS HomeStar, the latest creation from SEGATOYS, will cover your walls and ceiling with 10,000 twinkling stars. This romantic experience that would widen a childs eyes is very appealing to those who are fascinated by the infinite space. With its small size and battery, you can take this toy to anywhere. Yes. The universe could be yours now.

Price: $229.00 @ www.brando.com

iThunder
ยากจะหาศึกไหนมาเทียบเคียงกับศึกการแข่งขันอันเข้มข้นของ iPod Speaker ที่เรียกได้ว่าออกมาเรียกเงินในกระเป๋าจาก iPod Lover แทบจะดูไม่ทัน แต่ละอันก็ดูสวยงามล้ำสมัยแทบทั้งนั้น แต่ที่โดนใจของเรามากที่สุด กลับเป็น iPod Speaker ดีไซน์เรียบง่ายย้อนยุคจากค่าย MTX รูปทรงสี่เหลี่ยมง่ายๆ ตัดทอนรายละเอียดไร้สาระออกไป เข้ากันได้ดีกับดีไซน์ของ iPod เหมือนกิ่งทองใบหยก No battle could compare to the competitive war of iPod Speaker which can rapidly summon money from the pocket of iPod Lovers. All of them look modern and highly attractive. But what we love most is the simple vintage design from MTX. The simple square box with minimum details is iPods perfect match. Just like coffee and cream.

ป.ล. iThunder มี 2 สี ขาวและดำ ถ้าใครมี iPod สีขาวหรือดำแนะนำให้เลือก iThunder สีเดียวกัน มันจะดูยอดมาก PS. iThunder is available in white and black. Choose the same color with your iPod to create the ideal look.

Price: $199.95 @ www.mtx.com

Camera Tripods
ก้าวข้ามขีดจำกัดของขาตั้งกล้องทั้งหมดที่เคยมีมา ด้วยแนวคิดและมุมมองการออกแบบที่เน้นการพลิกแพลงเข้ากับทุกสถานการณ์ Go beyond the limitation of all other camera tripods on earth. With its concept and functional design that can twist to any situation.

ถึงแม้ขาตั้งทั้ง 3 จะหน้าตาเหมือนสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว หรือของเล่นสะสมจากภาพยนตร์ดังจนทำให้ตากล้องมืออาชีพทั้งหลายไม่ไว้ใจ แต่ศักยภาพที่แท้จริงของ Camera Tripods นั้นไปไกลเกินตัวมาก เจ้าขามหัศจรรย์แสนเล็กและขนาดเบานี้สามารถยึดติด (อย่างมั่นคง) ได้กับทุกสิ่งที่คุณต้องการ ไม่มีที่ไหนที่คุณจะตั้งกล้องของคุณไม่ได้อีกต่อไปแล้ว Despite the looks that seem like a creature from another planet, you cant judge the book from its cover. This wonderful, tiny and light tool could attach (firmly) to just about anywhere you want. No place is impossible for your camera.

Price: $22 @ www.joby.com

Text by Spaceuniverse