Artifact

by SunDay-Syndrome

GARY BASEMAN เป็นศิลปินที่มีผลงานมากมายและโด่งดังในวงกว้าง งานของเขาเป็นที่รู้ดีว่ามักประกอบด้วยฉากในจินตนาการเหนือจริงและตัวคาแรกเตอร์ยืนพื้นในผลงานหลายๆ ชิ้น เขาคือศิลปินที่มีการ์ตูนซีรีย์เป็นของตัวเอง ได้รับรางวัลเอ็มมี่ ผลงานภาพประกอบก็ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารระดับประเทศอยู่เสมอ ล่าสุดเขาเพิ่งจัดแสดงผลงานนิทรรศการ For the Love of Toby ที่ Billy Shire Gallery เราจะมาพูดถึงการแสดงผลงานครั้งนี้และแรงบันดาลใจของเขากัน

ช่วยพูดถึงการแสดงผลงานล่าสุดที่ Billy Shire Gallery หน่อยครับ
ผลงานภาพเขียนกว่า 70 ชิ้น งานลายเส้น และประติมากรรมในนิทรรศการ For the Love of Toby จัดขึ้นเพื่อลบเส้นแบ่งระหว่าง วัฒนธรรมของเล่น ภาพเคลื่อนไหว และศิลปะบริสุทธิ์ ผมอยากให้ Toby เป็นเพื่อนรักของทุกคน เขาคือเงาของคุณ กระจกสะท้อนตัวคุณ ของเล่นของคุณ คู่หูของคุณ เขารู้ว่าจะกระตุ้นคุณได้ยังไง เขารู้ความลับสุดยอดที่ร้ายกาจของคุณ และเป็นตัวสร้างปัญหานิดหน่อย แต่เขาก็รักคุณ รักคุณจริงๆ

ผมวาดภาพความสัมพันธ์ของ Toby กับเด็กผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเขา และเพื่อนลับๆ ของเขาซึ่งอยู่ในความฝันเรา และผมก็วาดภาพเขาในของสะสมเก่าๆ เพื่อให้ Toby ได้เข้าไปอยู่ในโลกเหนือจริงแห่งอดีตในอุดมคติของพวกเรา

คุณเป็นศิลปินที่ได้รางวัลเอ็มมี่ อวาร์ด ช่วยบอกหน่อยว่าคุณเห็นตัวเองอยู่ในระดับไหนของวงการศิลปะโลว์โบรว์/ป็อบเซอร์เรียลลิสต์ ในลอสแองเจลิส และคุณคิดยังไงที่ผลงานคุณถือเป็นจุดสุดยอดในศิลปะร่วมสมัย และศิลปะโลว์โบรว์กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น
ผมว่าคำว่า ศิลปะโลว์โบรว์/ป็อบเซอร์เรียลลิสต์ มันแคบไป ผมถึงได้ใช้คำว่า Pervasive Art สำหรับผม คำว่าโลว์โบรว์มันก็เป็นแค่คำเรียกอีกคำของวัฒนธรรมป็อบ คนยุคเราใช้วัฒนธรรมป็อบเป็นภาษาในการแสดงออก

ผมชอบทำซีรีย์การ์ตูนที่มีคนชื่นชอบและได้รับรางวัลต่างๆ ผมชอบทำงานกับคนเก่งๆ แต่ผมก็ได้เรียนรู้ข้อจำกัดของการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ เป้าหมายของผมตอนนี้คือการสร้างบริษัทศิลปะที่แท้จริง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดีๆ ที่พูดถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่และจารึกชื่อของเราเอาไว้

คาแรกเตอร์แต่ละตัวในงานของคุณมีพื้นฐานส่วนตัวและความเป็นมาแตกต่างกันไป เรื่องราวของคาแรกเตอร์แต่ละตัวมีความสำคัญยังไงกับผู้เสพงานศิลปะของคุณ? คือว่า เวลาชมผลงานของคุณ เราควรมุ่งความสนใจไปที่เรื่องราวเบื้องหลังตัวคาแรกเตอร์แต่ละตัวไหม หรือมันแค่สำคัญสำหรับคุณในฐานะผู้สร้าง?
ผมชอบทำงานโดยใช้ไอคอน ผมอยากใช้อดีตอันเชี่ยวชาญในฐานะนักส่งสารด้วยภาพในวงการภาพประกอบและโฆษณามาสร้างผลงานของตัวเองโดยไม่ต้องประนีประนอมกับอะไรทั้งสิ้น คาแรกเตอร์แรงๆ และสารที่ผู้ชมรับรู้ได้อย่างรวดเร็วล้ำลึกตั้งแต่ทีแรก แล้วจึงค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด ไปสัมผัสถึงขั้วหัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขา กระตุ้นให้พวกเขาคิด รู้สึก และพินิจพิจารณา

คุณมาถึงจุดที่ศิลปินอีกหลายคนได้แต่ฝันถึง คุณยังรู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจและได้แรงจูงใจจากคนอื่นอยู่บ้างหรือเปล่า
ผมเห็นว่าตัวเองยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น อาชีพในฐานะศิลปินพาณิชย์นั้นมั่นคงดี แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนต้องสร้างชื่อเสียงและเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อเป็นศิลปินที่แพร่หลายจริงๆ วงการภาพประกอบมันแคบเกินไป ผมพบว่าตัวเองได้แรงบันดาลใจจากศิลปินหน้าใหม่หลายๆ คนที่ถือกำเนิดขึ้นใน LA. ที่นี่มีแกลลอรี่ดีๆ ผุดขึ้นใหม่แทบทุกวัน

มีศิลปินใน LA. ที่ชื่นชอบบ้างไหม
ก็เพื่อนผมอย่าง Mark Ryden, Tim Biskup, Camille Rose Garcia และ Clayton Bros. นอกจากนี้ผมยังชอบ Marcel Dzama, Nara, Kaws และ Friends with You.

www.garybaseman.com

by SunDay-Syndrome

Blood usually cant whisper, by nature it screams.

Mark Ryden ก็เหมือนภาพเขียนของเขานั่นแหละ มีทั้งแง่หม่น แง่งาม แล้วแต่คนจะตีความ ความลึกลับดำมืดที่เป็นเสน่ห์ของเขาทำให้เป็นที่เล่าลือกันว่าเขาสวมแต่ชุดดำและกินแต่อาหารสีดำเท่านั้น อันที่จริง เขาคงยังชีพด้วยเลือดสีแดงข้นคลั่กไม่ต่างกับแวมไพร์ผู้ใช้ชีวิตลำพังในปราสาทอันเงียบงัน ภาพเขียนในคอลเล็กชั่น Blood เล่าเรื่องราวของเด็กชายหญิงที่หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด หญิงสาวผู้จมอยู่ในทะเลเลือดซึ่งไหลออกมาจากบาดแผลของเธอเอง และเด็กหัวขาดที่มีเลือดพุ่งออกมาจากลำคอเป็นน้ำพุ เขาคิดอะไรอยู่ แน่ใจนะว่าคุณอยากจะรู้จริงๆ

ทำไมถึงต้องเป็น เลือด
บางครั้งชีวิตก็มืดหม่น ผมผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเอามากๆ หลังการหย่า มันโหดร้ายมากเมื่อความฝันเกิดพังทลาย ความหวังขาดกระจุยและก่อให้เกิดความปวดร้าวข้างใน ผมสงสัยมากว่าทำไมผมถึงเลือดไม่ออก ดูเหมือนด้วยความเจ็บปวดขนาดนั้น ผมน่าจะเลือดท่วมตัวด้วยซ้ำ ผมอยากเห็นบาดแผลตัวเอง แต่แผลพวกนั้นไม่ได้ปรากฏให้เห็นบนผิวเนื้อภายนอก ผมไม่อยากปิดบังถึงสาเหตุที่วาดภาพพวกนี้ขึ้นมา มันอาจดูเป็นเรื่องส่วนตัวเอามากๆ แต่ผมว่าโลกคงดีกว่านี้เยอะถ้าคนเราไม่ซ่อนความเจ็บปวด เราต่างมีความเจ็บปวด ดีออกเวลาได้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ผมถึงได้เปิดคอลเล็กชั่นนี้ในวันครบรอบแต่งงานยังไงล่ะ (เอ่อ พี่มาร์คคะ ใจเย็นนะ...)

คุณว่าโลกนี้เปี่ยมไปด้วย Sorrow and Fear หรือ
ชีวิตมีด้านที่มืดหม่นและปวดร้าว มันเป็นเรื่องปกติ คนชอบคิดว่าพวกเขาไม่ควรเป็นทุกข์ พวกเขาคิดว่ามันผิดธรรมชาติและพยายามขจัดมันทิ้ง พวกเขากินยาไม่ก็ไปหาหมอ บำบัด เราควรทำความเข้าใจซะว่าความโศกเศร้าก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเท่าๆ กับความสุข ถ้าเราหมกมุ่นอยู่กับด้านมืดเราก็ขมขื่นเหน็บหนาว แต่ชีวิตก็ยังมีด้านที่สวยงามน่าชื่นชม ถ้าคุณมองหามัน คุณจะพบความอัศจรรย์อยู่รอบตัว ถ้าคุณเปิดกว้าง คุณอาจตกอยู่ในความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่ยิ่งคุณเจ็บลึกเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีความสุขกับชีวิตได้มากเท่านั้น

ดูเหมือนภาพเขียนพวกนี้จะมีทั้งความหม่นมืดและอารมณ์ขัน
งานผมมีทั้งด้านซีเรียสและด้านเบาสมอง โลกเรามีความเจ็บปวดอยู่จริงแต่ก็มีด้านอื่นๆ ด้วย มีความงามเร้นอยู่ในกล่องของเล่นกระจอกๆ และมีความกระจอกในงานศิลปะอันเลิศหรูกลางพิพิธภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้มีอยู่คู่กันไปในชีวิตและมีอยู่ได้เช่นกันในภาพเขียน คนที่คิดว่าความงามแท้จริงมีอยู่เพียงในงานศิลปะโคตรบริสุทธิ์ก็ปัญญานิ่มพอๆ กับไอ้พวกที่คิดว่าการเป็นศิลปินคือการไม่เข้ามหาลัยและมีรอยสักเยอะๆ นั่นแหละ

ภาพเขียนบางภาพของคุณมีขนาดเพียงไม่กี่นิ้ว ทำไมถึงวาดภาพเล็กกระจิ๋วนักล่ะ
ขนาดเล็กๆ มันสอดคล้องกับอารมณ์ผม ผมไม่อยากให้ภาพเลือดใหญ่มหึมายังกับส่งเสียงกรีดร้อง ผมไม่อยากทำอย่างนั้น อยากแสดงออกเงียบๆ กว่านั้นหน่อย ให้เป็นเหมือนเสียงกระซิบมากกว่า

เลือดส่งเสียงกระซิบไม่เป็นหรอก มันมีแต่จะกรีดร้อง
เลือดเป็นสิ่งมีพลังมาก ขณะที่เนื้อหนังมังสาคือที่กักเก็บวิญญาณมีชีวิตของเราไว้ในโลกแห่งวัตถุ เลือดก็หล่อเลี้ยงเนื้อหนังเราให้มีชีวิต เลือดคือชีวิตในรูปของเหลว เมื่อเลือดไหลออกจากร่างกาย เท่ากับสัญญาณเตือนที่บอกว่าชีวิตกำลังลื่นหลุดออกไปจากร่าง มันน่าตระหนกและทำให้สีแดงเป็นสีที่ทรงพลังมาก

คุณรู้ตัวไหมว่ามีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับคุณน่ะ
ช่าย คุณเอาไปกระจายข่าวต่อก็ได้นะ ข่าวลือที่ผมได้ยินอยู่บ่อยๆ ก็มี 1) ผมมีแท่นบูชา คริสติน่า ริชชี่ ในห้องใต้ดิน 2) ผมใช้วัตถุลึกลับที่ผสมขึ้นมาพิเศษสำหรับการวาดภาพ ใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุ 3) ผมวาดภาพในห้องพลาสติกปิดผนึกเพื่อคงความบริสุทธิ์ไร้มลทินของภาพเขียน 4) ผมวาดภาพตอนกลางคืนเท่านั้น เหมือนพวกแวมไพร์... ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ขอปฏิเสธหรือยอมรับข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

มีอะไรอีกไหมที่คุณอยากบอกคนอ่านของเราเกี่ยวกับ Mark Ryden
ผมเก็บรูปหนูเศร้าๆ ไว้ในกระเป๋าสตางค์

http://www.markryden.com/

Michael Hussar
by SunDay-Syndrome

กลับมาที่ความหม่นมืดกันอีกสักฉบับนะน้องเอ๋ย Michael Hussar เป็นศิลปินอีกคนที่โด่งดังในความ dark (tall & handsome ด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ) พอๆ กะอีตา Mark Ryden ในฉบับที่แล้ว แต่เขาไม่ได้แสดงออกมาแบบโนะเนะ เขาไม่ใช่คนประเภทที่ฝันถึงขนมสายไหม ตัวการ์ตูนน่ารักๆ หรือเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มหรอก แถมยังเป็นศิลปินที่ไม่ค่อยจะยอมขายงานตัวเองอีกด้วย (ไม่ทราบกินสีน้ำมันแทนข้าวหรือยังไง) เขารู้สึกดีที่สุดเวลาได้ทำตัวอาร์ตแตก หรือ ปล่อยของ ออกมาทางการสร้างงานศิลปะ ผมรู้สึกว่าผมได้ทำความเข้าใจกับตนเองอย่างถ่องแท้ ตราบใดที่ผมมีภาพเขียนของตัวเองในครอบครอง ผมรู้สึกว่าผมสามารถคุมสภาพจิตให้ปกติดีได้ เมื่อเขียนภาพหนึ่งๆ เสร็จ ผมอยากจะเดินเข้าไปเพื่อสัมผัสและรับรู้ถึงสีสันของมัน

ภาพเขียนของ Michael พูดถึงความรัก ความเกลียด บาป การไถ่บาป และความตาย เป็นผลงานสีน้ำมันที่มีเนื้อหาแบบผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทรมาน การหลอกลวง ความสกปรกโสมม หรือเนื้อหาด้านเพศที่โจ๋งครึ่ม ตรงไปตรงมา เขานำเสนอสิ่งที่มีตัวตนอยู่จริงด้วยรูปแบบความเพ้อฝันหลอนๆ ของเขาเอง เขานิยามผลงานของตนว่าเป็น ภาพถ่ายเปลือยเปล่าแฉความเป็นมนุษย์ ซึ่งเต็มไปด้วยพวกวิตถารและจอมปลอม เป็นแดนอัศจรรย์สไตล์โกธิกซึ่งให้แสงสว่างบนพื้นที่อันคลุมเครือระหว่างความเป็นจริงและคำโกหกเพ้อพก

Michael ผูกพันกับงานเขียนแต่ละชิ้นของตัวเองมาก แต่ละผลงานเท่ากับการเดินทางซึ่งนำเขามาเผชิญหน้ากับภูติผีในตัวเองและจัดการขับไล่มันออกไปด้วยการลงฝีแปรงแต่ละครั้ง งานชิ้นล่าสุดของเขาทำให้เขาต้องคิดหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้กับการทำงาน เพราะนั่นหมายถึงเขาต้องสร้างงานขนาดใหญ่มากกว่าที่เคยทำมาก่อน ผมพบว่ามันให้อิสระมากอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้ทำงานหน้าผืนผ้าใบขนาดหกคูณแปดฟุต มันทำให้ผมหลุดเข้าไปในนั้นและขยายขอบเขตไอเดียออกไปได้เรื่อยๆ

ทัศนคติในการทำงานของ Michael เป็นเรื่องน่าสนใจ เขาเป็นพวกชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่สนใจด้วยว่าใครจะคิดยังไง เคยมีอาจารย์ศิลปะคนหนึ่งบอกเขาว่าการสร้างผลงานดีๆ จากสีแดงล้วนๆ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ Michael ก็โต้กลับด้วยภาพสีแดงฉานชื่อ Sieve เป็นการยืนยันว่าครูไม่ใช่ผู้รู้ดีที่สุดเสมอไป เขาบอกว่า มีเรื่องใหม่ๆ ให้คุณเรียนรู้ได้เสมอในเรื่องของการวาดภาพ มันมีหลักการก็จริง แต่ไม่ได้มีสูตรตายตัว บางทีผมก็คิดขึ้นมาสดๆ เลย แต่นั่นล่ะ คือความงามของมัน

สิ่งหนึ่งที่ผมรักในภาษาของภาพวาดและพลังของการเป็นจิตรกรก็คือ การเผชิญหน้าและการสื่อสารระหว่างผู้ชมและวัตถุในภาพ ศิลปินไม่ได้สร้างเพียงวัตถุในภาพหรอก เราสร้างพื้นที่ระหว่างผู้ชมกับวัตถุในภาพนั้นต่างหาก บางครั้งที่ผมคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่เมื่อได้เห็นผลงานของสุดยอดศิลปินเก่าๆ ตรงหน้า ผมถึงกับอึ้ง สำหรับศิลปินบางท่าน ดูเหมือนพวกเขาไม่ต้องใช้ความพยายามเลยสักนิด... ผมสาบานได้เลยว่าผมเห็นภาพเขียนบางภาพหายใจเข้าออกด้วยซ้ำ เวลานั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำงานแบบผิวๆ ไปเลย ผมต้องขุดลงไปให้ลึกขึ้น ขยายขอบเขตที่จำกัดทั้งในด้านภาพและอารมณ์ เพื่อสร้างความงามที่จับต้องได้ ผมหวังว่าสักวันผมจะสามารถสร้างภาพเขียนที่คุณสามารถเดินหลุดเข้าไปและรู้สึกถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของมัน

เบื้องหลังหน้าฉากสีหม่นมืด ภาพเขียนของ Michael ศิลปินติสท์แตกคนนี้ คือผลงานเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์และความรู้สึกนึกคิด มันคือการเผชิญหน้ากับโครงกระดูกในตู้มืด เดินทางสำรวจความคิดจิตใจตนทุกซอกทุกมุม และหาญกล้าพอจะกลับมาบอกกับคนอื่นๆ ว่า คุณพบผีhaซาตานใดในนั้นบ้าง...

From: Juxtapoz #58 Sep/Oct 2005
More Info:
www.michaelhussar.biz

by SunDay-Syndrome

แรกเห็นงานของ Junko Mizuno คุณอาจคิดว่ามันดูฟุ้งฝันน่ารักดี แต่แล้วคุณก็จะสังเกตเห็นเลือด ความโป๊เปลือย และเสน่ห์มนตร์ดำ สาวๆ ในภาพของจุนโกะไม่เพียงจะทำให้คุณหัวใจระส่ำ พวกเธอยังจะกระชากเครื่องในคุณออกมาแบบหมดไส้หมดพุง นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัวการ์ตูนกุ๊กกิ๊ก ขวัญใจเด็กหญิงตัวน้อยทั้งหลาย กลับฟื้นตื่น ออกอาละวาดในคืนสังหารโหดเพื่อทวงอำนาจในตัวเอง เมื่อพวกเธอตระหนักถึงพลังแห่งแรงดึงดูดทางเพศ พลังแห่งเนื้อหนังมังสา และตัวตนอันเป็นเอกเทศ พวกเธอก็จะเริ่มกรุยทางเพื่อเรียกสิทธิ์อันพึงมี ผลลัพธ์ก็คือส่วนผสมระหว่าง ความไม่ถูกต้องเสียทีเดียว กับ ความผิดอันแสนหวาน

ช่วยนิยามสไตล์งานของคุณหน่อย เพราะดูเหมือนคนอื่นๆ เขาจะหาคำจำกัดความไม่ได้เลย
ฉันว่าการ นิยาม งานของฉันเป็นเรื่องน่าสนใจดีนะ แต่มันยากที่จะให้ฉันเจาะจงลงไป งานของฉันมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตัวฉันเองก็เช่นกัน ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงที่จะจัดหมวดหมู่ให้มัน

ดูเหมือนความขัดแย้งจะปรากฏให้เห็นในงานทุกชิ้น ภาพของคุณดูสวยและน่าแขยงไปพร้อมๆ กัน เซ็กซี่แต่ก็สยอง คุณมักเริ่มจากเรื่องพื้นๆ มากๆ แล้วจู่ๆ ก็ตัดเข้าอีกขั้วหนึ่งไปเลย คุณเป็นพวกหัวขบถหรือเปล่า
ฉันไม่คิดว่ามันคือความขัดแย้ง และฉันก็ไม่ได้จงใจพยายามใส่มันลงไปในงานด้วย ฉันคิดว่ามันออกจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ความงามและความน่าแขยงจะมีอยู่ในงานของฉัน เพราะทั้งสองสิ่งก็มีให้เห็นพร้อมกันในชีวิตจริงไม่ใช่หรือ ฉันว่าการพยายามนำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตเพียงแง่มุมเดียวต่างหากที่ถือเป็นความขัดแย้ง

ตัวเอกในงานของคุณมักเป็นผู้หญิงแกร่ง ทำอะไรๆ เอง และเต็มไปด้วยแรงผลักดันส่วนตัว คุณเป็นผู้หญิงประเภทนั้นหรือเปล่า คุณใส่ตัวตนของคุณลงไปในงานแค่ไหน
ตามจริงแล้ว ฉันวาดผู้หญิงในอุดมคติ หรือผู้หญิงที่ฉันอยากจะเป็น ฉันพยายามเป็นให้ใกล้เคียงกับผู้หญิงในภาพแต่ก็บอกไม่ได้หรอกว่าใกล้เคียงขนาดไหน เอาเป็นว่าฉันอยากจะเป็นคล้ายๆ แบบนั้น... ฉันว่าฉันเป็นตัวของตัวเองและหัวรั้นทีเดียวสำหรับผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึง เพราะอย่างนั้น หลายๆ คนเลยบอกว่าฉัน น่ากลัว

เห็นว่าคุณเป็นแฟนตัวยงของ Russ Myer และ Spice Girls ไม่แปลกใจหรอกที่ผู้ชายจะชอบหนังของ Russ Myer มีแต่ผู้หญิงอกโตๆ ทั้งนั้น แต่ทำไมคุณถึงชอบล่ะ เขามันตาแก่หื่นกามชัดๆ
ฉันว่าความปรารถนาทางเพศของผู้ชายนี่มันแสดงออกมาทางการ์ตูนและหนังจริงๆ นะ พวกผู้หญิงอกใหญ่ๆ น่ะ

ถูก!!!
ฉันว่า Russ Myer ชอบผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีพลังมากๆ ผู้หญิงที่ฉันชอบไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนเป็นเด็ก ฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าอยากจะเป็นคนสวย แต่ขณะเดียวกัน ก็อยากจะเข้มแข็งด้วย ตอนเด็กๆ ฉันมักจะถูกรังแกเพราะฉันชอบเก็บตัว นั่งวาดรูปคนเดียว ฉันว่าฉันเก็บกด อยากจะเอาคืนไอ้พวกเด็กที่ชอบมาแกล้งฉันด้วยซ้ำ นี่คือสาเหตุที่มีตัวการ์ตูนผู้หญิงที่มีเวทมนตร์อย่าง มาโจโกะ เมกจัง เยอะแยะไปหมด ฉันชอบคาแรกเตอร์แบบนั้นมาก เพราะฉันอยากจะเป็นอย่างนั้น เป็นคนเข้มแข็ง พวกสมาชิกวง Spice Girls ก็มีบุคลิกแตกต่างกันไป แต่ทุกคนต่างก็บ้าระห่ำ

เห็นคุณออกแบบปกอัลบั้มเพลงเทคโนญี่ปุ่นด้วยนี่นา คุณฟังเพลงประเภทไหนบ้างเหรอ
ฉันฟังเพลงหลายแนวมาก ถ้าต้องเลือกที่ชอบสุดๆ ก็คงเป็น Ministry กับ White Zombie แต่ฉันก็ชอบเพลงป็อปญี่ปุ่นยุค 70 ด้วย และแน่ล่ะ เพลงเทคโน บางที ฉันก็ฟังพวกมาดอนน่าหรือคริสติน่าด้วยซ้ำ ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญมากต่อแรงบันดาลใจ ฉันมักเกิดไอเดียภาพประกอบหรือการ์ตูนต่างๆ เวลาฟังเพลงไปเดินเล่นไปพลาง

วันดีคืนดี ถ้าคุณเห็นผู้หญิงเปลือยเดินถือหัวกะโหลกมนุษย์ ส่งยิ้มหวานให้คุณอยู่บนอีกฟากถนน นี่คือข้อปฏิบัติที่เราขอแนะนำ A. ทำใจดีๆ ไว้ก่อน เธออาจเป็นผู้หญิงบอบบางอีกคน ที่ทุกข์ทนกับโลกอันโหดร้ายจนต้องสร้างเกราะกำบังขึ้นมาคุ้มกันตัวเอง ยิ่งเธอดูก้าวร้าวมากเท่าไหร่ ก็แปลว่าเธอยิ่งอ่อนแอมากเท่านั้นยังไงล่ะ B. เอาล่ะ ถ้าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด คือ 1. เธอเป็นผู้หญิงที่ค้นพบอำนาจแท้จริงในตัวเอง (และ 1.1 เธอไม่กลัวที่จะใช้มันด้วย) และ 2. เธอดูคล้ายเด็กผู้หญิงที่คุณเคยแกล้งตอนเด็กๆ ...อ๊ะ แย่หน่อยนะ... เราขอแนะนำให้คุณคุกเข่าลง รอรับบทลงทัณฑ์ เบิ่งตาให้เต็มที่เพื่อดื่มด่ำกำซาบในความงามเบื้องหน้านั่น และสวดภาวนาให้ความตายหวานล้ำ เหมือนใบหน้านั้นยามแย้มยิ้ม

http://www.mizuno-junko.com

by SunDay-Syndrome

เจฟฟ์ โซโต ศิลปินวัยสามสิบเริ่มเข้าสู่วงการกราฟิตี้ตั้งแต่อายุ 14 เขาเริ่มจากการโซโล่เดี่ยว แล้วก็ตั้งกลุ่ม CIA กับเพื่อน ซึ่งหมายถึง Call It Art และ Criminally Insane Artists (กลุ่มศิลปินเพี้ยนนอกกฎหมาย...โอ๊ววว วัยรุ่นได้ใจมากนะลุง) ตอนนี้ลุงแกได้ดิบได้ดีแล้ว แต่ตัวตนสมัยเด็กก็ยังอยู่ในผลงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจจาก Star Wars, Robotech, Van Gogh และ Otto Dix งานของลุงเจฟฟ์เหมือนภาพวาดของเด็กผู้ชายที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ ตัวประหลาด แนวคิดจากนิยายวิทยาศาสตร์ และภาพฝันที่เอามาผสมผสานในแบบกราฟิตี้ ป็อปอาร์ต และเซอร์เรียลลิสต์ จนได้เป็นสไตล์เฉพาะตัว ภาพของลุงเหมือนจะบอกกับชาวโลกว่า คนที่ไม่เคยทิ้งความฝันของตัวเอง ก็จะไม่มีวันถูกความฝันทอดทิ้ง และถ้ารักจะกราฟิตี้ ก็จงระวังอย่าให้ตำรวจจับได้นะจ๊ะ

คุณบอกว่าแรงบันดาลใจหลักของคุณคือ แวนโก๊ะห์ บอกได้ไหมว่างานเขามีอิทธิพลกับคุณยังไงมั่ง
ผมว่าชีวิตเขาน่าทึ่ง ผลงานก็สวยงามและตรงไปตรงมาดีแท้ แต่ผมบอกไม่ได้หรอกว่าหยิบยกตรงไหนมาใช้ เอาเป็นว่ามันคือแรงบันดาลใจ ผมชอบภาพเขียนต้นมะกอกภาพหนึ่งของเขา มันไม่ใช่รูปที่โด่งดังอะไรหรอก แต่ผมรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเขา ผมมองเห็นได้ถึงฝีแปรง มองเห็นการเคลื่อนไหวมือของเขา นั่นทำให้เขาเป็นศิลปินคนโปรดตลอดกาลของผม

เห็นว่าไอเดียในการสร้างงานของคุณมาจากความฝันตอนหลับ มันเป็นสไตล์ surrealism เหรอ
เมื่อก่อนผมฝันบ้าๆ บอๆ เยอะ มีสัญลักษณ์แปลกๆ ปีศาจ สัตว์ประหลาด และสีสดๆ จัดจ้านมากมาย ผมเลยเริ่มวาดความฝันตัวเองออกมา ขณะเดียวกันก็ศึกษาผลงานของ Max Ernst และ Tanguy และ Frida Kahlo ระยะหลังๆ มานี้ ผมเริ่มหันมาดูงานของ Dali ด้วย ผมไม่รู้จะเรียกงานของตัวเองว่า surrealism ได้ไหม ผมยังหาคำตอบอยู่

ตอนนี้คุณทำงานลักษณะไหน
สไตล์ผมตอนนี้คือสื่อผสมจากสิ่งต่างๆ ที่ผมชอบ การวาด การเพ้นต์ ภาพแนวป็อป กราฟิตี้ ธรรมชาติ ภาพถ่าย และสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่ผมเพ้นต์สีอะครีลิกบนไม้ แต่ก็มักใช้เทคนิกคอลลาจ การวาด และการพ่นสเปรย์ด้วย บางครั้งผมก็วาดบนกระดาษกล่องหรือกระดาษ หรือเพ้นต์บนสิ่งของต่างๆ ด้วย ตอนนี้ผมกำลังใช้เทคนิกการพิมพ์เพื่อลองสร้างอะไรใหม่ๆ อยู่

คุณต้องการสื่อถึงอะไรในผลงาน มีแนวคิดอะไรอยู่เบื้องหลังไหม
ผมชอบเล่นกับไอเดียว่ามนุษย์เรามีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม แต่ขณะเดียวกันก็ชั่วช้ามากๆ ผมเชื่อจริงๆ ว่าพวกนักการเมืองเริ่มเข้าวงการด้วยความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น แต่แล้วเมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสอำนาจ ความตั้งใจก็เกิดบิดเบือนไป ผมว่าเราทุกคนล้วนมีความผิดกันทั้งนั้น อีกแนวคิดหนึ่งที่ผมสนใจคือ เผ่าพันธุ์ของมนุษย์เราได้สร้างผลกระทบต่อโลกใบนี้ยังไงบ้าง บรรพบุรุษเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างผสมกลมกลืนมานาน และผมมักสงสัยว่าในอนาคตจะเป็นยังไง โลกเราจะเป็นยังไงในอีกสองหมื่นปีข้างหน้า..

คุณเคยเจอมนุษย์ต่างดาวหรือยัง
เคยเจอแต่พวกต่างด้าวน่ะ นับไหม? ไม่เลย ไม่เคยเจอ แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ มันคงน่าเศร้าน่าดูถ้าโลกเราเป็นเพียงดาวดวงเดียวในจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

คุณว่าอะไรเป็นทรัพย์สินมีค่าที่สุดของคุณ
สมอง ดวงตา ไอ้จุดๆๆ และมือของผม คงเรียงตามลำดับความสำคัญตามนั้นแหละครับ

อะไรคือแรงกระตุ้นให้คุณพยายามทำงานเต็มที่
ผมมักกลัวเสมอว่าอาจจะพบงานของตัวเองอยู่ในร้านขายของมือสอง แบบว่า มีคนไม่อยากเก็บงานผมไว้น่ะ ผมเลยพยายามทำงานให้ดีที่สุดเสมอ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่พยายามทำให้ดีที่สุด แล้วจะทำมันไปเพื่ออะไร

ความสำเร็จที่ทำให้คุณพึงพอใจที่สุดในชีวิตคือครั้งไหน
คำถามข้อนี้ยากนะ ผมขอตอบตอนพร้อมจะตายก็แล้วกัน

จริงของลุง งั้นลองถามตัวเองเกี่ยวกับ เจฟฟ์ โซโต แล้วตอบให้หน่อยละกันนะ
ถาม: เจฟฟ์ครับ มีคำคมฉลาดๆ อยากทิ้งท้ายให้คนอ่านหน่อยไหม
ตอบ: เอ่อ....

http://www.jeffsoto.com/

By Sunday-Syndrome

สัตว์และปีศาจกลายพันธุ์สปีชีย์ประหลาดเหล่านี้ดูเหมือนหลุดมาจากยุคกึ่งๆ ก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ก็โลกหุ่นยนต์หลังการถูกทำลายล้าง พวกมันดูเหมือนมีชีวิตอยู่จริงในโลกที่ Nicholas สร้างขึ้นมาเอง มันอาจเป็นโลกอนาคตในอีกหลายล้านปีนับจากนี้ อาจจะเป็นโลกในมิติของเรา ไม่ก็ในมิติคู่ขนาน ไอเดียผิดเพี้ยนเหล่านี้ผุดออกมาจากความสนใจในการวาดภาพ หนัง sci-fi และธรรมชาติ สร้างสรรค์เป็นผลงานด้วยเจตนาเพียงอย่างเดียว นั่นคือ เพื่อเพิ่มสีสันบนโลกใบนี้ และทำให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยบรรดาสัตว์ประหลาดและเรื่องราวของพวกมัน...

คุณจะอธิบายสไตล์ผลงานของคุณอย่างไร
ผมว่ามันเหมือนบันทึกชีวิตสัตว์โลกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูน

ขั้นตอนการทำงานของคุณเป็นอย่างไร
ขั้นตอนแรก ผมมักเริ่มด้วยการทำคอลลาจก่อน เริ่มจากการนั่งดูรูปสัตว์ แล้วเอามาตัดแปะใส่ใน photoshop พรินต์มันออกมาดู ปรับเปลี่ยนมัน แล้วใช้เป็นต้นแบบ ผมชอบวาดด้วยปากกาและหมึกบนแผ่น mylar ไม่ก็บนกระดาษ ผมชอบวาดหมึกบนกระดาษที่สุด ใช้แต่สีดำกับขาวมันสนุกดี และอาจแต้มสีน้ำเพิ่มอีกหน่อย...

ดูเหมือนคุณค่อนข้างจะมีสไตล์เฉพาะตัวทีเดียว มันมีที่มายังไง คุณพอจะรู้บ้างมั้ย
น่านสิ ผมไม่ค่อยแน่ใจหรอก รู้แต่มันเริ่มเป็นอย่างนี้ตั้งแต่สี่ปีก่อน ตอนผมเรียนอยู่ปีสอง อยู่ดีๆ ผมก็เริ่มวาดรูปแบบบ้าคลั่ง มากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา แล้วก็หยุดตัวเองไม่ได้ ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นตอนที่ผมตัดสินใจจะผสมผสานความสนใจและแรงบันดาลใจทั้งหมดลงในผลงาน และสนุกกับการวาดรูปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ชื่อเว็บไซด์ของคุณคือ mediumphobic บอกหน่อยสิว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ และคุณมีโรคกลัวอะไรบ้างรึเปล่า
ผมเริ่มสนใจตัวการ์ตูนและสตรีทอาร์ทแบบจริงๆ จังๆ เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนั้นผมใช้นามแฝงว่า 'medium' ตอนนั้นผมชอบวาดรูป วิญญาณ ทุกชนิด อย่างวิญญาณตู้เย็นหลุดลอยออกจากร่างตู้เย็นเก่าที่หมดสภาพ หรือวิญญาณต้นไม้หลุดลอยออกจากสวนร้าง อะไรทำนองนั้น ตอนนั้นงานผมจะอยู่ตามถนนหนทางเป็นส่วนใหญ่ และผมมองเห็นตัวเองเป็น medium หรือสื่อกลางประเภทนึง ที่เชื่อมต่อโลกของจิตวิญญาณเข้ากับโลกของสิ่งมีชีวิต ในแบบขำๆ น่ะครับ ถึงทุกวันนี้ผมจะใช้ชื่อจริงในการทำงานแล้วก็ตาม สาเหตุที่ผมตั้งชื่อเว็บว่าmediumphobic.com ก็เพราะชื่อ medium.com มีคนใช้ไปแล้ว แค่นั้นแหละ และผมว่ามันก็ฟังดูเจ๋งดี มันไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก ผมรู้ ช่ายยย... ผมกลัวนู่นกลัวนี่เยอะแยะ เป็นพวกใจเสาะน่ะ... ทั้งแมงมุมตัวใหญ่ คนกลุ่มใหญ่ๆ กลัวรถ กลัวการขึ้นเครื่องบิน อืมม ผมมันห่วยแตก...

ถ้าคุณสามารถให้คำแนะนำคนอ่านของเราได้ คุณจะบอกพวกเขาว่าอย่างไร
ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนที่ควรจะให้คำแนะนำใครรึเปล่า ผมไม่เคยรู้สึกว่าจัดการชีวิตตัวเองได้ดีเลย แต่ผมตระหนักว่าถ้าอยากจะมีผลงานโดดเด่นในระดับนึง ผมจะต้องวาดรูปตลอดเวลา วันละ 14 ชม. ทุกๆ วัน ผมตัดขาดชีวิตสังคม ลาออกจากงาน และทุ่มเทพลังงานทุกหยาดหยดให้กับการวาดรูปอย่างเดียวเท่านั้น และมันก็ช่วยได้มากๆ แม้ว่าตอนนี้ผมจะกลายเป็นคนเหงาๆ ที่ไม่มีชีวิตสังคมเลยก็ตาม เพราะงั้น บางที ผมอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรนักหรอก... แต่ใช่ครับ ถ้าคุณต้องการอะไร ก็จงทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา

เป้าหมายสูงสุดในชีวิตคุณล่ะ?
เลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยการวาดรูปไปตลอดชีวิต และก็หวังอย่างยิ่งว่าจะมีชีวิตสังคมควบคู่ไปด้วย...

www.mediumphobic.com

By Taste Kills Art

Yok ศิลปินที่ชื่นชอบการสร้างศิลปะบนท้องถนน ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองโดยการวาดภาพ ทำ Poster ทำ Sticker ติดรอบๆ กำแพงข้างถนนเก่าๆ ในที่ๆ เขาไป โดยส่วนมากก็ที่ประเทศ Australia บ้านเกิดของเขา ภาพวาดของเขาส่วนใหญ่จะมีบุคลิก เบลอๆ เมาๆ ทำตาปรือ เหมือนเมายาตลอดเวลา หนวดเคราเฟิ้ม รอยสักเต็มตัว แต่ด้วยลายเส้นที่เขาวาดออกมาค่อนข้างดู Pop น่ารักๆ ไม่น่าเชื่อว่าส่วนผสมประหลาดๆ แบบนี้กลับกลายออกมาเป็นความเท่ห์ได้

Yok บอกว่า เขาสนใจในการให้สิ่งต่างๆ กับผู้คนที่เชื่อในสิ่งนั้น เขาหวังว่าผู้เดินถนนจะสังเกตเห็นภาพที่เขาสร้าง แล้วเกิดความรู้สึกของความหวังที่ว่า มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ข้างนอกนั่น บางสิ่งบางอย่างที่เขาเชื่อ มันอาจจะเป็นมากเกินไปหน่อยที่จะถาม แต่ผู้คนต้องการบางสิ่งบางอย่าง เมื่อพวกเขารู้สึกเสียใจ เพื่อที่จะให้ความหวังแก่พวกเขา

ฟังดูเหมือน Yok เป็นชายหนุ่มใจงานทำงานสร้างสรรค์เพื่อสังคม แต่พอถามคำถามจริงจังว่า เขาเริ่มสร้างสรรค์งาน Street Art ได้ยังไง เขาดันตอบว่า "Quality work like pussy woman" (มันหมายความว่าไงวะ) เขาเล่าต่อว่า งานของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ความผิดพลาด ความห่วยแตกของ TV เมื่อเราขอให้เขาเล่าประวัติย่อๆ ของเขาให้เราฟัง เขาดันเล่าว่า "ช่วงเขาอายุประมาณ 12 ปี หลังจากเขาดูรายการ "Home and Away" เขาเริ่มกรีดร้องตะโกน เขาจำเป็นต้องโยนชิ้นส่วนห่วยแตกที่เรียกว่า TV ใส่กำแพงห่วยแตกนั่น เออ...นั่นแหล่ะประวัติโดยย่อของเขา ท่าทางเขาจะเกลียด TV เข้าไส้จริงๆ เลยนะเนี่ย เราถามคำถามสุดท้ายก่อนที่เขาจะขว้าง TV ใส่เราว่า ใครหรือว่าอะไรที่เขาสนับสนุน คำตอบคือ "ภาวะติดยาเสพย์ติดของเขา" นั่นแหล่ะ ผมว่าผมจบบทสัมภาษณ์ไว้ตรงนี้ดีกว่า ก่อนที่เขาจะยื่นกัญชาให้ผม เอาเป็นว่าใครคิดว่างานของไอ้ขี้เมา Yok นี่มันเท่ห์เป็นบ้าเหมือนผม ก็เข้าไปดูงานของเขาเพิ่มเติมได้ที่ www.theyok.com เผื่อจะได้ไอเดียเอาความเมาไปสร้างงานสร้างสรรค์บ้าง ศิลปะไม่มีกฏเกณฑ์ครับ

by SunDay-Syndrome

# ยูมิโกะ คายูคาว่า จากเมืองซับโปโร ประเทศญี่ปุ่น เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งๆ ที่ยังอายุน้อยจากภาพเขียนแนวป็อบอาร์ต สีสดใส ของเด็กสาวสมัยใหม่ สัตว์ต่างๆ และลวดลายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม งานของยูมิโกะคือส่วนผสมระหว่างแนวทางของภาพประกอบแฟชั่น กราฟิกไอคอนคมๆ รวมถึงลายดอกไม้และบรรดาสัตว์ที่วาดขึ้นอย่างประณีตบรรจง จนได้ความรู้สึกซึ่งทั้งชวนฝัน และกระตุ้นอารมณ์ (อย่างว่า) จนยากจะอธิบาย ผู้หญิงในภาพวาดของยูมิโกะดูช่างลึกลับและเข้าใจยาก ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ก็แฝงด้วยความเซ็กซี่อันลุ่มลึก แถมมักจะท้าทายสายตาผู้ชมด้วยการจ้องตาตรงๆ อีกด้วย นอกจากสาวๆ ในภาพ เธอยังชอบวาดภาพซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิดกับธรรมชาติ...แมลง นก และสัตว์ต่างๆ ราวกับโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนวุ่นวายที่ รายล้อม ถาโถม เข้าสู่ชีวิตของบรรดาสาวแรกรุ่นที่ไม่รู้สึกรู้สากับความเป็นไปรอบด้านเหล่านี้ ส่วนผสมอีกอย่างคือ ลวดลายดอกไม้แบบญี่ปุ่นและตัวอักษรคันจิซึ่งไม่ได้ถูกจัดวางตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่จัดวางเป็นองค์ประกอบซึ่งทำให้ภาพวาดดูโมเดิร์นและสุดแสนจะเร้าใจ

# ฉันยังมีภาพวาดของตัวเองตอนอายุ 2 ขวบอยู่เลย ประโยคนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ายูมิโกะมีความหลงใหลในศิลปะมาเนิ่นนาน การค้นพบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอนั้นเป็นประดุจเรื่องราวของการเติบโตและการค้นพบ
ยูมิโกะ คายูคาว่า เกิดในเมืองเล็กๆ ชื่อ นาอิ ในฮอกไกโด บรรยากาศแวดล้อมที่สวยงามและความรู้สึกใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์ต่างๆ ในท้องถิ่นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ขณะเป็นวัยรุ่น เธอตกหลุมรัก พลังและความสดใส ของวัฒนธรรมป็อบแบบอเมริกัน ผ่านดนตรี ร็อค แอนด์ โรล, ภาพยนตร์ และแฟชั่น พออายุ 16 เธอก็เปิดตัวสู่โลกแห่งศิลปะเป็นครั้งแรกผ่านหน้าหนังสือการ์ตูน

หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนศิลปะ เธอยังทำงานวาดภาพต่อไป แต่ก็ประสบปัญหาในการถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงออกมาในงานศิลป์ โชคดี ความสับสนครั้งนี้พบจุดหักเหสำคัญเมื่อเธอเดินทางไป ซีแอตเทิล ที่ซึ่งยูมิเขียนภาพขึ้นภาพหนึ่งตามคำขอร้องของเพื่อนชาวอเมริกัน ภาพนั้นมีสไตล์แบบการ์ตูนญี่ปุ่น เด็กสาวสองคนนั่งก่ายกันอยู่บนดอกเห็ด สัญลักษณ์แบบญี่ปุ่นและศิลปะสไตล์ ป็อบอาร์ต แบบอเมริกัน ผสมผสานกันในสีสันจัดจ้านและลายเส้นเฉียบคม ในที่สุด ยูมิก็ค้นพบตัวตนของเธอในโลกศิลปะ ขนบแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมประสานกับวัฒนธรรมป็อบแบบอเมริกัน

เมื่อถามถึงอนาคตที่เธอคาดหวังจากการเป็นศิลปิน เธอตอบว่า ฉันอยากเห็นงานของฉันถูกแขวนอยู่ข้างๆ โปสเตอร์ร็อคสตาร์ มากกว่าผนังพิพิธภัณฑ์ ส่วนจุดมุ่งหมายสูงสุดของฉัน คือการเข้าถึงผู้คนรอบโลกที่สามารถสัมผัสมันได้ เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อเรามองดูผลงานของเธอ เห็นได้ชัดว่า มันเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นเอง

# ภาพเขียนของเธอมีสีสันแบบลูกกวาด ตัวเอกในภาพโพสต์ท่ายั่วยวน มีตัวอักษรคันจิที่สวยงาม และบรรดาสัตว์ต่างๆ ที่แทรกอยู่ในผลงาน ทั้งหมดนั้นเป็นสูตรของส่วนผสมที่ทำให้เราไม่อาจละสายตา ภาพเหล่านี้มีพลังติดตาอย่างเหลือเชื่อ สีสดใสและลายเส้นเรียบง่ายเหล่านั้นจะติดตรึงอยู่ในเรติน่า และผู้หญิงในภาพของเธอก็จะฝังแน่นอยู่ในใจคุณ ยากจะลบเลือน ผลงานของเธอผสมผสานไปด้วยแฟชั่นแนวป็อบ ทัศนคติแบบพังค์ และความรู้สึกแบบการ์ตูน ให้อารมณ์สดใส ชวนฝัน จนยากจะฝืนใจไม่ให้ตกหลุมรัก ผมคงไม่ได้เป็นคนเดียวที่ตกหลุมรักเธอ...

Q: คุณมักจะขายผลงานของคุณได้เกลี้ยง ตั้งแต่คืนแรกหรือคืนก่อนการเปิดแสดงผลงานเสียอีก รู้สึกยังไงบ้างที่ได้รู้ว่ามีคนรักและชื่นชมผลงานของคุณมากขนาดนี้
A: ฉันมักประหลาดใจอยู่เสมอ และซาบซึ้งใจจริงๆ ดูเหมือนคนที่ชื่นชอบผลงานฉันจะชอบสไตล์แมงก้าและเรื่องราวแบบเดียวกับฉัน นั่นเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ฉันรู้สึกเหมือนได้พบคนที่มีความชอบพออะไรคล้ายๆ กันผ่านการทำงาน

Q: คุณเคยเสียดายงานชิ้นไหนที่ขายไปไหม
A: ค่ะ ฉันคิดถึงพวกมัน ฉันไม่อยากจะขายงานชิ้นไหนสักชิ้นหรอกค่ะ ถึงแม้ฉันจะต้องทำมาหากินก็เถอะ แต่ละผลงานถือเป็นส่วนหนึ่งของฉัน บางครั้ง ฉันก็ได้พบผู้คนที่เคยซื้อผลงานของฉันไป และมันให้ความรู้สึกยอดมาก

Q: ผลงานของคุณมักถูกนำไปเปรียบเทียบระหว่างองค์ประกอบแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (เช่น การใช้อักษรคันจิ และลวดลายต่างๆ) และองค์ประกอบแบบอเมริกันสมัยใหม่ (การจัดวางแบบป็อบอาร์ต เรื่องราวสมัยใหม่ และความเซ็กซี่ที่ปรากฏให้เห็นชัด) คุณรู้สึกเหมือนถูกแบ่งแยกระหว่างทั้งสองโลกนี้ไหม
A: ไม่เลยค่ะ ฉันไม่รู้สึกขัดแย้ง เพราะมันคือวัฒนธรรมที่แท้จริงของฉัน ฉันเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอเมริกันผ่านสื่อต่างๆ อย่างทีวีและหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนฉันเป็นวัยรุ่น ความเป็นอเมริกันนั้นน่าสนใจสำหรับฉันอย่างมาก ฉันไม่อาจวาดภาพที่ดูเป็น ญี่ปุ่น ทั้งร้อย หรือ อเมริกัน โดยสิ้นเชิงได้ ฉันแค่เลือกประเด็นที่ฉันสนใจมาถ่ายทอดโดยไม่ได้คิดถึงวัฒนธรรมด้านไหนทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งฉันเคยตั้งใจจะวาดภาพ เครื่องแต่งกายแบบอเมริกัน ในผลงานชิ้นหนึ่ง แต่ฉันกลับคิดอะไรไม่ออก กางเกงยีนดูจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะ แต่มันก็ไม่ได้เป็นของชาวอเมริกันเพียงชาติเดียวมาเนิ่นนานแล้ว มันมีความเป็นอเมริกันมากพอๆ กับความเป็นญี่ปุ่นนั่นแหละ

Q: ผลงานของคุณบางชิ้นแสดงถึงความซุกซนทางเพศ เช่น การจับมัด และ การแต่งกายเป็นตัวละครต่างๆ รวมถึงเซ็กส์แบบเฟติชอื่นๆ และความลุ่มหลงของวัยเยาว์ คุณรู้สึกว่าคนอื่นๆ อย่างนักวิจารณ์เป็นต้น จะเข้าใจสารที่คุณต้องการแสดงออกผิดๆ บ้างหรือเปล่า
A: แฟนผลงานและเพื่อนบางคนก็เคยบอกฉันอยู่เหมือนกันว่างานบางชิ้นของฉัน ลามก และทุกครั้ง ฉันก็จะประหลาดใจ ฉันตระหนักแล้วว่ามันยากที่ผู้คนจะเข้าใจ แต่ฉันไม่ได้จงใจแสดงออกถึง ความลามก จริงๆ ฉันไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งมีคนมาบอก แต่ฉันไม่กังวลหรอกที่นักวิจารณ์หรือแฟนๆ จะเข้าใจผิด เพราะฉันเชื่อว่าผู้คนเขาควรมีอิสระที่จะสัมผัสถึงผลงานของฉันอย่างไรก็ได้ สำหรับฉันแล้ว แค่มีคนได้ดูผลงานและมีปฏิกิริยาตอบกลับมาก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ปฏิกิริยาแบบไหนก็ตาม

Q: แนวคิดในการทำงานของคุณคืออะไร
A: ฉันไม่ได้จงใจคิดธีมเวลาวาดภาพเป็นจริงเป็นจังหรอกค่ะ ฉันก็แค่สนุกกับการถ่ายทอดตัวเองออกมา เป็นการแสดงออกอย่างมีลูกเล่น เหมือนการแต่งแฟชั่นน่ะแหละ ภาพเด็กสาวเซ็กซี่ก็เป็นแค่สิ่งที่มีเสน่ห์และสดใสดีสำหรับฉัน

Q: ภาพสัตว์ต่างๆ ในงานเขียนของคุณเป็นที่พูดถึงกันมาก สองสามปีมานี้ ผมเห็นว่าสัตว์พวกนั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ บางทีพวกมันก็เลียนแบบท่าทางของตัวเอกในภาพ หรือทำกริยาที่ดูเหมือนมนุษย์มากๆ ดูเหมือนพวกมันจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น และไม่ใช่แค่ของประกอบแบ็คกราวน์อีกต่อไป คุณว่ายังงั้นไหม
A: ฉันไม่ยักสังเกตค่ะ สำหรับฉัน ฉันก็แค่สนุกเวลาวาดภาพสัตว์ ฉันพบอารมณ์ขันมากมายเวลาทำอย่างนั้น มันอาจจะไม่ตลก ถ้าสัตว์จริงๆ ทำอย่างสัตว์ในภาพฉัน แต่ฉันสามารถเล่นสนุกกับพวกมันได้เวลาฉันวาดภาพพวกมัน

Q: ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดนตรีร็อคมีอิทธิพลกับงานของคุณอย่างมาก คุณชอบวงไหนมากที่สุด และคุณฟังอะไรอยู่ตอนนี้
A: ในยุค 80 ฉันชอบฮาร์ดร็อค แกลมร็อค และเฮฟวี่ เมทัล ที่ฉันชอบที่สุดคือ Hanoi Rocks ฉันยังคงรักดนตรีพวกนั้น แต่วงโปรดล่าสุดของฉันเป็นวงพังค์อเมริกันที่ไม่ค่อยดังอย่าง Tractor Sex Fatality, New Fangs, The Triggers และ New Bomb Turks

Q: กิจวัตรประจำวันของคุณในซับโปโร ที่ญี่ปุ่น คืออะไร
A: วันทำงาน ฉันไปทำงานจนถึงห้าโมงเย็น แล้ววาดภาพตอนเย็น

Q: คุณเรียนศิลปะที่ไหน
A: ฉันเรียนที่ Bisen Art School ในซับโปโร นั่นเป็นช่วงเวลาที่ฉันสนุกมาก

Q: ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่คุณชื่นชอบคือใคร
A: HAYAO MIYAZAKI ผู้กำกับหนังการ์ตูน, TSUBAME KAMOGAWA กับ UMEZU KAZUO นักวาดการ์ตูน

Q: หนังสือพิมพ์และนิตยสารของญี่ปุ่นและอเมริกันที่คุณโปรดปรานที่สุดคือ
A: ของญี่ปุ่น: Quick Japan ของอเมริกัน: Juxtapoz, Giant Robot

Q: การวาดภาพหนึ่งๆ ใช้เวลานานแค่ไหน และคุณมีขั้นตอนอย่างไร
A: แต่ละภาพใช้เวลาประมาณ 24-35 ชั่วโมง ฉันจะวาดสองภาพไปพร้อมๆ กัน ฉันจะสเก็ตช์ภาพบนกระดาษแล้วแปะไว้บนบอร์ด ร่างแบ็คกราวน์แล้วป้ายสีลงไปแบนๆ ด้วยแปรงอันใหญ่ แล้วค่อยวาดรายละเอียด สุดท้ายคือการตัดเส้นด้วยปากกาและพู่กันอีกที

Q: ด้วยสไตล์การวาดภาพของคุณ คุณกำลังพยายามนำเสนอศิลปะจิตรกรรมและภาพพิมพ์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมในรูปแบบใหม่หรือเปล่า
A: ฉันไม่ได้พยายามเสนอมันในรูปแบบใหม่ ฉันไม่ได้เรียนศิลปะในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจังด้วยซ้ำไป แต่ถ้าผลงานของฉันแสดงให้เห็นเช่นนั้น บางที ฉันอาจได้รับแรงบันดาลใจแบบไม่รู้ตัวกระมัง

Q: คุณมีแผนยังไงบ้าง
A: จัดแสดงผลงานให้ทั่วโลก ความฝันสูงสุดของฉันคือการได้พบปะผู้คนจำนวนมากๆ

http://www.sweetyumiko.com/

By Sunday-Syndrome

ทุกแห่งหน เรามักพบคนที่เอาแต่เหยียบย่ำคนอ่อนแอ เพียงเพื่อจะได้รู้สึกเหนือกว่า ซ้ำยังมีคนที่ยินดีจะก่อสงครามเพียงเพื่อเงินตรา ขณะที่สื่อต่างๆ หล่อหลอมให้เรามีอคติและตัดสินคนจากเปลือกนอก รัฐบาลมีวิธีควบคุมพลเมืองโดยยัดเยียดเลขหมายประจำตัวให้ และประกอบการเพื่อผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงความสุขของประชาชน

ถ้าเพียงแต่เราจะสามารถปลดเปลื้องตนเองจากความเกลียด ความกดดัน ของการรับมือกับสังคมแบบนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ และสามารถมีชีวิตโดยไม่ต้องข้องเกี่ยวกับกลโกงและกฎเกณฑ์อันโสมมแห่งโลกทุนนิยม หลบหนีให้พ้นจากสังคมและมีชีวิตอันเรียบง่าย! การทำเช่นนั้น เราต้องคงความบริสุทธิ์ ดุจดังผืนผ้าใบสีขาว แล้วดำรงอยู่อย่างไร้ตัวตนเพื่อจะไม่ทำร้ายใคร

นั่นคงเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน เมื่อเผชิญกับผืนผ้าใบอันว่างเปล่า ไม่เพียงแค่ศิลปินเท่านั้น ทุกๆ คนคงยากจะอดใจไม่ทิ้งหลักฐานของการดำรงอยู่โดยวาดภาพลงไป หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันเปรอะเปื้อน ใช่แล้ว คงเป็นเพราะแรงผลักดันเช่นนี้เอง มนุษย์จึงต้องพบความเจ็บปวดไม่เลิกรา

ผลงานระยะหลังของเขา ภาพคน (หรือภาพสิ่งที่ดูคล้ายคน) ดูเหมือนจิตวิญญาณที่ปรารถนาจะแสดงตน และจู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาจากเฟรมผ้าใบ ราวกับมีช่องว่างในผืนผ้าใบที่ถูกเฉือนด้วยมีดคม คนเหล่านี้ได้ถูกปลดปล่อยจากความกดดัน รู้สึกถึงอิสรภาพที่ได้รับมอบ แต่ก็ยังสับสนกับโลกอีกด้านบนผืนผ้านั้นๆ พวกเขาปรับตัวไม่ได้ ดวงตาใสแจ๋วเหมือนลูกแก้วจึงเริ่มปรากฏเส้นเลือดสีแดงก่ำเพราะมลพิษในอากาศ ปากเล็กๆ โหยหวนรวดร้าว พวกเขาไม่อาจจ้องตาใครตรงๆ และรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเองผ่านความเจ็บปวดเท่านั้น

ขณะเขาศึกษาอยู่ที่ Tokyo College of Art คาวาชิม่าชอบวาดภาพบนเฟรมขนาดใหญ่ด้วยแนวคิดแบบชาตินิยมและโรแมนติก โดยได้อิทธิพลมาจากงานเขียนยุคหลังของนักเขียนคนโปรด ยูคิโอะ มิชิม่า ซึ่งประกอบไปด้วยภาพธงชาติญี่ปุ่น การฆ่าตัวตาย และรูปปั้นแบบโรมัน ผลงานระยะต่อมา แนวคิดหลักๆ เริ่มเกี่ยวข้องกับความหลงใหลในตัวเองผสมผสานความทุกข์ทรมาน และ ความไร้เดียงสา ซึ่งปฏิเสธการรอมชอมกับสังคม แต่การปรากฏของลัทธิโอม ชินริเคียว ในฤดูใบไม้ผลิปี 1995 ทำให้เกิดข้อกังขาในผลงานที่เล่นกับเรื่องราวอันดูแสนซื่อเหล่านี้ อาชญากรรมที่ถูกก่อโดยกลุ่มคนซึ่งไม่อาจปรับตัวเข้ากับสังคมและไม่มีความลังเลในการปลิดชีวิตตนเองและผู้อื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคาวาชิม่าต้องทุกข์ทรมานกับความสับสนในความรู้สึกตนเองที่ทั้งชิงชังและเห็นอกเห็นใจกลุ่มคนคลั่งลัทธิเหล่านี้ ที่ดูเหมือนจะนำแนวคิดของเขามาล้อเล่นในชีวิตจริง

ในเดือนกันยายน 1995 ขณะที่สื่อยังประโคมข่าวโศกนาฏกรรมไม่ยุติ คาวาชิม่าได้ละทิ้งโลกศิลปะอย่างสิ้นเชิงและไปศึกษาธรรมที่วัดแห่งหนึ่งเป็นเวลาสองปี ที่นั่นเขาได้ใช้ชีวิตแบบ minimalist มีเพียงอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก และกิจกรรมเรียบง่าย หลังออกจากวัดนั้น เขากลับบ้านเกิดที่นาโกย่าและเริ่มคิดจะบวชเป็นพระอย่างจริงจัง แต่ในปี 1998 เขากลับมาทำงานศิลปะภายใต้นามแฝงว่า คุซานากิ ริน และเริ่มแสดงผลงานลงในเว็บไซด์ นี่คือช่วงที่เขาเริ่มเขียนภาพใบหน้าผู้คนอันเรียบง่ายในเฟรมขนาดกะทัดรัด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของเขาเอง เมื่อเขากลับมาโตเกียวในปี 2001 เพื่อร่วมจัดนิทรรศการของ Yoshitomo Nara ซึ่งเป็นอาจารย์เขาสมัยเรียน เขาก็กลับมาใช้ชื่อ คาวาชิม่า ตั้งแต่นั้น เขาก็ตัดตัวเองออกจากสังคมเท่าที่ทำได้ โดยเลือกอาศัยอยู่แถบชานเมือง ใช้เวลานั่งรถจากกลางใจเมืองหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เขายังดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะ ไม่ใช่ในฐานะ ผลงานของศิลปิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันเพื่อแสวงหาความสงบและความวิเวก

คาวาชิม่าบอกว่าที่เขาใช้นามแฝง เพราะเขารู้สึกผิดกับการปฏิเสธทางโลกแต่ก็ล้มเหลวที่จะเดินในเส้นทางธรรมเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้ว เขายังคงดำเนินชีวิตตามวิถี minimalist ผลลัพธ์ของการฝึกจิตใจแสดงให้เห็นในผลงานของเขา ลายเส้นและสีสันอันเรียบง่ายและการหลุดพ้นจากความเป็นจริง ทำให้เกิดสมดุลอันง่อนแง่นระหว่างความตระหนักในตัวเองอย่างถึงแก่นและขอบเขตอันจำกัดบนเฟรมผ้าใบ

คาวาชิม่ากล่าวว่าแรงบันดาลใจของภาพเขียนเขามาจากแรงปรารถนาที่จะค้นหาซึ่งตัวเอง เราทุกคนต่างเคยประสบกับช่วงเวลาที่สับสนในตัวตนของเรา แต่คาวาชิม่าเผชิญกับความคลอนแคลนอย่างสงบเยือกเย็นและถ่ยทอดออกมาเป็นผลงาน แนวคิดแบบ ความไร้เดียงสา และความชื่นชมในตนเองของคาวาชิม่าเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเข้าศึกษาธรรมะ ผู้ที่หลงใหลในตัวเองและไร้เดียงสาต้องการจะหลีกหนีจากโลกใบนี้และคงความบริสุทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็ปรารถนาให้คนเข้าใจเช่นกัน สังคมคงไม่มีวันยอมรับความคิดที่มองโลกในแง่ดีและ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เช่นนี้ แต่คาวาชิม่าก็แสดงออกถึงมันอย่างเปี่ยมความเห็นใจ นี่คือความพยายามของเขา นักบวชในเงามืด เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด แม้เพียงเล็กน้อย ของบรรดาผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่ในสังคม

ทาเคชิ อซึมาย่า



ฺBy Sunday Syndrome

งานของ Tara McPherson มีความเตะตาน่าทึ่ง ครองใจมหาชนด้วยกลิ่นอายโกธิกและอารมณ์แบบเด็กๆ ภาพสัตว์และผู้คนในภาวะอารมณ์ต่างๆ กำลังสูบบุหรี่ ร้องไห้ หรือเล่นสนุก บางครั้งพวกเขาก็มีรูทะลุกลางลำตัวเป็นรูปหัวใจซึ่งเป็นผลงานที่ว่าด้วยคนอกหัก งานของเธอทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของรัก ความรักที่ช่างเหมือนกับฟองสบู่อันสวยงาม แต่ก็บอบบาง เบาหวิว พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ และเมื่อมันจากเราไปแล้ว สิ่งที่คงเหลือ ก็คือ ภาวะว่างเปล่ากลวงโบ๋ที่ยังคงทิ้งความร้าวรานให้จดจำ

คุณเริ่มต้นด้านศิลปะยังไง จำได้ไหมว่าอะไรคือสิ่งแรกที่คุณวาด
ฉันสนใจเรื่องศิลปะมาตลอดตั้งแต่จำความได้ คนอื่นๆ ในบ้านไม่มีแววด้านนี้เลยซักคน ฉันเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนศิลปะตั้งแต่อยู่ประถม แต่ตอนเข้ามหาลัย ฉันหลงใหลวิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์มาก เข้าเรียนมันหมดทุกวิชาเกี่ยวกับดาราศาสตร์และคิดว่าถ้าจบมาเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ก็คงจะเจ๋งดี มันขัดกับทุกอย่างที่ฉันเคยทำมา แล้วฉันก็คิดได้ว่าฉันคงไม่มีความสุขหรอกถ้าต้องนั่งอยู่ในห้องสังเกตการณ์กลางดึกกลางดื่น แต่ตอนนี้ฉันก็ทำงานศิลปะถึงดึกๆ ดื่นๆ เหมือนกันแหละ :D

คุณวาดโปสเตอร์ให้วงร็อคมากมายอย่าง Beck, Sleater-Kinney, The Shins, Green Day, Duran Duran และ Modest Mouse ถ้าคนที่คุณไม่นิยมในผลงานเท่าไหร่ อย่างสมมติว่า Britney Spears หรือคนที่มีหลักการขัดแย้งกับคุณมาจ้างคุณวาดโปสเตอร์ คุณจะปฏิเสธงานนั้นไหม

ฉันยังไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นนะ แต่ถ้าเป็นวงที่ฉันต่อต้านเขาในเรื่องความคิดจริงๆ ฉันต้องปฏิเสธแน่นอน อย่างถ้าเป็นพวกเหยียดผิวหรือเหยียดเพศน่ะ ไม่เอาด้วยหรอก แต่ถ้าเป็นคนที่ฉันไม่ค่อยชอบดนตรีเขาเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรหรอก ถือซะว่าเป็นงาน

Sweetly creepy เป็นคำที่ถูกนำมาใช้อธิบายถึงผลงานของคุณ และมันก็สื่อถึงความน่ารักและด้านมืดแบบโกธิกในงานของคุณได้ดี คุณตั้งใจผสมผสานสองสิ่งนั้นเข้าไว้ด้วยกันหรือเปล่า
ฉันชอบความมีมิติแบบนั้นเพราะมันทำให้ผลงานมีแรงดึงดูดคุณเข้าไป แล้วคุณก็จะเกิดความรู้สึกต่อต้านไปพร้อมกัน ฉันว่านั่นคือสมดุลและความมีมิติ ฉันอยากเห็นอะไรแบบนี้ในงานของคนอื่นและก็อยากจะสร้างงานที่มีลักษณะแบบนี้ ฉันไม่อยากให้มันสื่ออะไรง่ายๆ ผลงานทุกชิ้นไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก แต่ฉันอยากให้งานของฉันสามารถกระตุ้นความคิด ฉันหวังอย่างนั้น ฉันอยากให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมและทำให้พวกเขาคิดหรือรู้สึกหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองชัดเจน หวังว่าความสยดสยองอันแสนหวานและธีมที่ฉันใช้ในงานคอลเล็กชั่น Lonely Hearts จะทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับมัน

แฟนๆ ที่ติดตามผลงานของคุณเป็นคนประเภทไหน
ฉันได้เจอแฟนๆ บ่อยอยู่เหมือนกัน เลยได้รู้ว่างานฉันไม่ได้โดนใจคนประเภทไหนเป็นพิเศษเลย เพราะพวกเขามีตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงแม่บ้านทหารบก หรือชายแก่ ซึ่งไม่สามารถจับแยกเป็นประเภทๆ ได้ มันผิดคาดมาก ฉันนึกว่าคนที่ชอบงานฉันจะเป็นคนแบบเดียวกับฉัน ซึ่งก็เปล่าเลย เป็นคนปกติๆ มีทั้งพวกที่ชอบพังค์ร็อก ชอบดนตรีคันทรี่ คนธรรมดาทั่วไปจนถึงพวกที่คลั่งศิลปะมากๆ และพวกศิลปินกับนักดนตรีคนอื่นๆ เป็นกลุ่มที่กว้างมากเลยล่ะ และฉันก็คิดว่ามันยอดมาก

ประวัติคุณที่ลงไว้ใน Gigposters.com บอกว่าหนึ่งในอาชีพของคุณคือ คนคุมเครื่องทำขนมสายไหม มันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า
ป่าวหรอก ฉันก็แค่ชอบขนมสายไหมมากๆ เท่านั้นแหละ เวลาไปที่ไหนก็ตามที่มีขาย ฉันต้องซื้อทุกครั้งเลย

คุณมีวงดนตรีเป็นของตัวเองรึเปล่า
ฉันเคยเล่นในวงนะ และตอนนี้ก็กำลังหาสมาชิกมาตั้งวงใหม่อยู่ ฉันเล่นเบสค่ะ ดนตรีและศิลปะมีบทบาทต่อกันยังไงในชีวิตคุณ มันอยู่แยกจากกัน หรือว่าส่งเสริมกันและกัน ฉันว่ามันค่อนไปทางแยกจากกันนะ ดนตรีก็แค่เรื่องที่ฉันสนุกกับมัน ศิลปะก็เป็นเรื่องสนุกของฉันเหมือนกัน แต่ฉันจริงจังกับมันมากกว่า ฉันเล่นเบสมาตั้งแต่อายุ 15 เพราะงั้นมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉันแน่นอน แต่ฉันรู้ตัวว่าฉันเก่งด้านการวาดรูประบายสีมากกว่าเล่นเบส ก็เลยเอาจริงกับการวาดรูปมากกว่าน่ะ

www.taramcpherson.com