Artifact

by SunDay-Syndrome

" I express hopelessness." - Takashi Murakami

ผนังดอกไม้การ์ตูน กับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแสยะ, ดอกเห็ดกับดวงตากลมโตผิดส่วน, ตัวการ์ตูนลูกตาโปนที่ดูน่ารัก แต่ก็แอบซ่อนความกังวล ขอต้อนรับสู่โลกบ้าๆ บอๆ สีสันจัดจ้าน อันแสนร้ายกาจของ ทาเคชิ มุราคามิ

แนวทางการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ประติมากรรม และอื่นๆ ของมุราคามิวัย 40 ปี ตั้งอยู่บนวัฒนธรรมป็อปของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัฒนธรรมโอทากุ (วัฒนธรรมย่อยของพวกคลั่งไคล้ในการ์ตูน อะนิเมชั่น และวิดีโอเกม) แต่ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวตะวันตก ผ่านการนำเสนอในรูปแบบป็อปอาร์ตและอารมณ์สนุกสนาน

ตัวการ์ตูนที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเขา Mr DOB ดูคล้ายคลึงกับ มิกกี้เม้าส์ และ เจ้าเม่น โซนิก ผสมผสานกัน แต่ก็มีความแน่นหนักกว่าที่เห็น แอบซ่อนไว้ในดวงตาฉายแววบ้าคลั่งของตัวการ์ตูนเหล่านี้ และแสดงออกอย่างหมดเปลือกในงานชิ้นเอก นั่นคือภาพวาดชื่อ Tan Tan Bo Puking, aka Geo Tan ซึ่งเป็นภาพตัวการ์ตูนกำลังแยกเขี้ยว และทุกสิ่งกำลังหลอมละลาย มันดูเหมือนงานของดาลีในเวอร์ชั่นการ์ตูน ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำเหตุโศกนาฏกรรมอันน่ากลัวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

งานของมุราคามิอาจเต็มไปด้วยสีสัน แต่ก็เป็นเช่นตัวการ์ตูนส่วนใหญ่ มันมีด้านมืดและเร้นลับอยู่ในตัวการ์ตูนสุดหลอนที่เสแสร้งแกล้งทำเป็นไร้เดียงสา

Interview with Takashi Murakami
มาโกะ วากาสะ:
ก่อนอื่น ฉันอยากจะถามคุณเรื่องวัฒนธรรมโปกุ (ป็อป + โอทากุ) คุณบอกว่าอยากสื่อถึงวัฒนธรรมนั้น เพราะอะนิเมชั่นและโอทากุจะกลายเป็นวัฒนธรรมยุคใหม่ ฉันไม่ติดใจอะไรเรื่องที่คุณเป็นแฟนอะนิเมชั่นตัวยง แต่ก็สงสัยว่าทำไมคุณจึงสนใจเรื่องโอทากุนัก คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีต่อพวกโอทากุ ฉันรู้เรื่องของโอทากุครั้งแรกก็ตอนที่ ทซึโตมุ มิยาซากิ ก่อคดีฆาตกรรมเด็กหญิงต่อเนื่อง ที่จริง การที่คนทั่วไปเริ่มให้ความสนใจต่อโอทากุถือเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ ขณะที่ตัวคุณให้ความสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว

ทากาชิ มุราคามิ: ตอนที่ภาพห้องของมิยาซากิถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน ปรากฏว่าห้องนั้นเป็นเหมือนห้องของผมเปี๊ยบ ห้องเพื่อนๆ ผมทุกคนก็เป็นคล้ายๆ ห้องเขานั่นแหละ สิ่งเดียวที่ทำให้มิยาซากิ แตกต่าง จากพวกเรา ก็คือเขาอัดวิดีโอบันทึกภาพศพเด็กผู้หญิงที่เขาฆ่า ผมสร้างงานที่สื่อถึงวัฒนธรรมโอทากุ เพราะคนทั่วไปขาดความรู้ความเข้าใจต่อโอทากุ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบโอทากุเนื่องจากไม่เข้าใจพวกเขา ผมคิดว่าผมสามารถเข้าใจญี่ปุ่นยุคปัจจุบันด้วยการวิเคราะห์พวกโอทากุ ดังนั้นผมจึงเริ่มนำโอทากุมาเป็นแนวคิดในการทำงานตั้งแต่ 1993

วากาสะ: จริงๆ แล้ว พวกโอทากุเป็นยังไง

มุราคามิ: ในความเห็นผม โอทากุคือตัวอย่างของการถูกกีดกันในสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัย วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมักเกิดจากคนจำพวกโอทากุ เพราะคนกลุ่มนี้ถูกสังคมรังเกียจ ถูกกลั่นแกล้งจนพวกเขาต้องเลือกเข้ามาร่วมกลุ่มวัฒนธรรมใหม่ ไม่ก็สร้างกลุ่มของตัวเองขึ้น เมื่อผมมาคิดว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างไร คำตอบก็คือวัฒนธรรมย่อยๆ เหล่านี้นั่นแหละ ดังนั้น ศิลปะจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น

วากาสะ: ไม่จำเป็นงั้นหรือ

มุราคามิ: ใช่แล้ว ผมมั่นใจว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้ไม่มีอะไรใหม่ๆ ในวงการศิลปะญี่ปุ่นเลย ไม่ว่าผลงานของผม หรือมาริโกะ โมริ ก็ไม่ถือเป็นสิ่งใหม่

วากาสะ: แล้ววัฒนธรรมโปกุล่ะ

มุราคามิ: นั่นก็เป็นแค่ข้ออ้างเพื่อวางแผนการตลาดผลงานของผมโดยนำเสนอถึงวัฒนธรรมเท่านั้นเอง

วากาสะ: คุณพูดยังงั้นได้ด้วยหรือ

มุราคามิ: ได้สิ ทุกคนก็ทำงานเพื่อความอยู่รอดกันทั้งนั้น ผมก็เช่นกัน ผมกะไว้ว่าคนจะให้ความสนใจในผลงานของผม ถ้าผมสื่อถึงวัฒนธรรมโปกุ เพราะว่ามันดูแปลกดี

วากาสะ: แม้ว่างานของคุณจะสื่อถึงความเป็นจริงในโลกยุคปัจจุบัน คุณก็ยังจะยืนยันอีกหรือว่า ผลงานของคุณไม่ใช่ความแปลกใหม่

มุราคามิ: ผมสื่อถึงความสิ้นหวังต่างหาก

วากาสะ: งานของคุณดูสดใสดีออกสำหรับฉัน

มุราคามิ: ถ้างานของผมดูสดใสรื่นเริงจริงๆ ล่ะก็ ผมก็สงสัยว่างานผมจะเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะร่วมสมัยหรือเปล่า งานของผมไม่ใช่ป็อปอาร์ต มันแสดงถึงการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนที่ถูกสังคมกลั่นแกล้ง

วากาสะ: ในตอนเริ่มแรก การทำงานศิลปะเป็นการสนองความต้องการส่วนตัวของคุณหรือเปล่า

มุราคามิ: ผมอยากประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ ผมแค่อยากทำมาหากินในโลก การบันเทิง แต่แรงจูงใจของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป

วากาสะ: อย่างไรล่ะ

มุราคามิ: สิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดก็คือหาเงิน และผมก็รู้ทุกกลยุทธ์ว่าจะเขียนภาพอย่างไรให้ขายออก แม้แต่การสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ถือว่าดีต่อการตลาดของผม

วากาสะ: อ้าว ไหนคุณบอกว่าคุณสื่อถึงตัวเองในงานศิลปะไม่ใช่หรือ

มุราคามิ: มีเพียงศิลปินที่รู้จักการตลาดเท่านั้นแหละที่จะเอาตัวรอดอยู่ได้ในวงการ ดาเมียน เฮิร์สท เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าคุณศึกษาผลงานของเขา คุณจะเห็นสูตรสำเร็จของกระบวนการเพื่อความอยู่รอด แรกสุดเลย เราต้องวางตำแหน่งงานในศิลปะยุคต่างๆ จากนั้น ก็พูดถึงความงามของงานศิลปะนั้นๆ จากนั้นก็เป็นเรื่องของเพศ แล้วก็ความตาย แสดงถึงสิ่งที่ตัวศิลปินรู้สึกเกี่ยวกับความตาย ถ้าศิลปินนั้นๆ ทำงานตามวัฏจักรนี้ไปเรื่อยๆ เขาหรือเธอก็จะประสบความสำเร็จ ดาเมียน เฮิร์สท ทำงานโดยวนเวียนอยู่กับเรื่องของการถือกำเนิด ความตาย รัก เซ็กส์ และความงาม

วากาสะ: แล้วศิลปินทุกคนไม่พยายามทำงานตามสูตรนั้นหรือ

มุราคามิ: ก็ใช่ไงล่ะ นั่นคือสาเหตุที่ปิกัสโซ่ยังเป็นที่นิยมตลอดมา เช่นเดียวกับวาร์ฮอล นี่ยืนยันว่าศิลปินที่รู้เรื่องการตลาดจะผลัดเปลี่ยนหัวข้อในการทำงานไปเรื่อยๆ เหตุผลที่ แมทธิว บาร์นีย์ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักก็เพราะสไตล์งานของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ เขายังสื่อถึงความตายได้ไม่ดีนักด้วย ในทางกลับกัน ดาเมียน เฮิร์สท สื่อถึงความตายได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยภาพการแล่วัว นอกจากนั้น เขายังประสบความสำเร็จในการสื่อถึงความงามด้วยการวาดภาพเป็นจุดๆ

วากาสะ: แม้ศิลปินจะมีความสามารถด้านการตลาด พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเสมอไป

มุราคามิ: แน่นอนครับ มันขึ้นอยู่กับทักษะของตัวศิลปินเอง

วากาสะ: ผลงานทุกชิ้นของคุณประสบความสำเร็จมาก

มุราคามิ: นั่นเป็นเพราะผมทำการสำรวจตลาดงานศิลปะ มันมีตัวอย่างของงานประเภทที่ศิลปินคนหนึ่งๆ ควรทำในช่วงอายุต่างๆ ถ้าเราอยากจะอยู่รอดให้ได้ เราต้องศึกษาตลาดของงานเราเสียก่อน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจหรอก

วากาสะ: แต่ความชอบส่วนตัวก็ควรถูกแสดงออกมาในศิลปะด้วย

มุราคามิ: ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ความจริง

Check out his art at
http://www.artnet.com/artist/12281/Takashi-Murakami.html

by SunDay-Syndrome

Trevor Brown คือศิลปินชาวอังกฤษที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตุ๊กตา งานของเขาพูดถึงเรื่องต้องห้ามอย่างไม่เกรงกลัวคำครหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศที่รุนแรงและพวกซาดิสม์-มาโซคิสม์ ภาพแอร์บรัชของเขาทำให้เรานึกถึง หญิงสาวในชุดหนังและรองเท้าส้นเข็มที่กำลังถือแส้ และบรรดาคนวิตถารที่มีความสุขกับการสร้างความเจ็บปวดหรือเป็นที่ระบายความเจ็บปวด น่ารังเกียจ? อาจจะใช่... แต่มนุษย์เราทุกคนล้วนมีด้านมืดในจิตใจไม่ใช่หรือ โดยส่วนตัวแล้ว ฉันนิยมคนที่กล้าพอจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น มากกว่าพวกที่แอบอ้างว่าตนเองใสซื่อบริสุทธิ์ แล้วก็ได้แต่โกหกตัวเองและคนอื่นไปวันๆ มากนัก

ตุ๊กตากลายเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ทางเพศสำหรับคุณได้ยังไง
ตอบง่ายๆ ว่าความสนใจในตุ๊กตาของผมบังเอิญอยู่ใกล้เคียงกับความสนใจในด้านอื่นๆ ที่วิปริตวิปลาสกว่านั้น แล้วเส้นแบ่งขอบเขตของมันก็เริ่มเบลอ ตุ๊กตาเหล่านั้นเลยเริ่มแปดเปื้อนและสูญเสียความไร้เดียงสาไป สิ่งที่เร้าอารมณ์ผมมากที่สุดคือ ตุ๊กตานางพยาบาล แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไร

คุณเคยมีประสบการณ์แบบ ซาดิสม์-มาโซคิสม์ จริงๆ บ้างไหม หมายถึงประสบการณ์ตรงเลยนะ
ไม่เลย ไม่เคยลอง ไม่เคยมีโอกาส ผมยังเป็นเบบี๋อยู่เลยนะ

ถ้าสาวๆ ในภาพเขียนของคุณเกิดมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ คุณจะทำยังไงกับพวกเธอ
ผมไม่เคยคิดอยากให้พวกเธอมีชีวิตขึ้นมาหรอก แต่ผมเคยจัดประกวดสาวที่เหมือนสาวสไตล์ Trevor Brown ในเว็บของผมเมื่อปีก่อน ผู้สมัครคนนึงเหมือนมากๆ เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกันทันที แต่ก็แปลกที่ผมไม่เคยมีจินตนาการวิตถารทางเพศเกี่ยวกับเธอเลย สงสัยผมคงแก่แล้วมั้ง

คุณจะโต้คำวิจารณ์ที่บอกว่างานของคุณเป็นเรื่องของพวกที่ชอบมีเซ็กส์กับเด็กว่ายังไง
ผมว่ามันไม่คุ้มที่จะพยายามหรอก คนเราก็คิดตามแต่ที่ตัวเองอยากจะคิดอยู่แล้วไม่ว่าผมจะเพียรหาคำอธิบายมากล่าวอ้างยังไง เรื่องนี้มันเป็นเรื่องต้องห้ามยิ่งกว่าความตายซะอีก การพูดถึงเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผลเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ใครตะโกนเสียงดังที่สุดและคลุ้มคลั่งที่สุดคือผู้ชนะ บ่อยครั้ง ไอ้นักประท้วงพวกนี้ยังน่ารังเกียจยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังกร่นด่าซะอีก ถ้าพวกเขาสำเหนียกจริงๆ อ่ะนะว่าพวกเขากำลังประท้วงในเรื่องอะไร ผมไม่สนใจหรอก! ผมจะวาดหนูน้อยโลลิต้าสุดเซ็กส์ถ้าผมอยากจะวาด ใครอยากจะเกลียดผมก็เชิญ

งานของคุณทำให้คุณได้ปลดปล่อยอะไรในตัวเองออกมาไหม มันเป็นวิธีระบายอารมณ์อย่างนึงรึเปล่า
ตลกดีนะ หลังๆ มานี้ชอบมีคนมาถามผมอย่างนี้เสมอ ผมสงสัยจังว่าจริงๆ แล้วพวกเขาต้องการถามอะไรกันแน่ แบบว่า ผมดูงานของตัวเองแล้วช่วยตัวเองไปด้วยใช่ไหม? (คำตอบคือไม่ใช่เว้ยย) หรือทำไมผมถึงทำงานออกมาแบบนี้? ขอตอบว่าผมก็ไม่แน่ใจหรอก มันเหมือนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติของคนที่รักจะทำอะไรตามใจตัวเอง ผมว่าผมคงถูกขับดันโดยจิตใต้สำนึกให้เติมเต็มความต้องการส่วนตัวน่ะ

ความเปราะบางของร่างกายมนุษย์คือความงามของมัน คุณคิดยังงั้นไหม
ใช่ ความเปราะบาง = ความละเอียดอ่อน = ความเป็นผู้หญิง = ความงาม มันคือสมการประมาณนั้นแหละ แต่ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงชอบเกี่ยวโยงเรื่องการแพทย์กับเรื่องทางเพศนัก จริงๆ แล้วผมออกจะกลัวโรงพยาบาล เลือด และอะไรเทือกๆ นั้น

คุณเคยมีประสบการณ์ฝังใจอะไรที่ทำให้กลายเป็นคนที่มีอารมณ์ทางเพศกับนางพยาบาลหรือเรื่องซาดิสม์ไหม
ไม่เคย!

http://www.pileup.com/babyart/_top.htm

by SunDay-Syndrome

ร่างเปลือยของ Lisa Alisa ในภาพเขียนของตัวเธอเองที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดและความรุนแรง คือ สัญลักษณ์ของโลกอันโหดร้ายและความปรารถนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเอง งานของเธอรุ่มรวยอารมณ์ขันชนิดดำมืด เหนือจริง ดูๆ ไป อารมณ์ขัน ความน่าขนพองสยองเกล้า และความเจ๋งระดับนี้ น่าจะทำให้เธอได้ชื่อว่า Frida Kahlo แห่งยุคได้ไม่ยาก

ศิลปินคนไหนบ้างที่คุณชื่นชอบและมีอิทธิพลต่อคุณ
ศิลปินญี่ปุ่นมากมายทั้งแบบคลาสสิกและร่วมสมัย แน่ล่ะว่า Hayao Miyazaki น่ะเป็นพระเจ้า Gary Larson ก็เช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ฉันได้ชมผลงานของ Takehiro Karube แล้วก็ชอบมันมาก

คุณจะนิยามสไตล์ของตัวเองว่ายังไง
คงจะเป็นประมาณ สาวโรคจิตปลดปล่อยตัวเอง ล่ะมั้ง? แต่ฉันว่ามันคงจัดอยู่ในประเภท ป็อปอาร์ต นั่นแหละ หรือคุณว่าไง

รู้สึกว่างานคุณแสดงออกถึงความรุนแรงไม่น้อยเลย ภาพเขียนคือที่ระบายความก้าวร้าวในตัวคุณงั้นหรือ
ชีวิตก็คือความรุนแรง ถ้าถามฉันนะ มนุษย์คือนักล่า หรืออย่างน้อยเราก็อยากจะเป็น แต่ไปๆ มาๆ กลับเหมือนพวกสัตว์กินซากมากกว่า แล้วมันก็สื่อถึงอำนาจของเพศหญิงด้วย นี่ถ้าฉันได้หนึ่งสลึงทุกครั้งที่มีผู้ชายตามถนนบอกว่าก้นฉันสุดสะบึมขนาดไหน แต่ทำไมอกฉันไม่ได้มาตรฐานเดียวกับหน้าอกดาราหนังในความคิดด้อยพัฒนาของพวกเขาล่ะก็... เรื่องของเรื่องคือผู้หญิงก็มีความรุนแรงเหมือนเพศชายนั่นแหละ แม้เฟมินิสต์บางคนจะไม่คิดอย่างนั้นก็เถอะ

นอกจากความรุนแรง ดูเหมือนงานคุณจะแฝงไปด้วยเนื้อหาด้านมืดในเรื่องเพศ ช่วยอธิบายหน่อย
ฉันเห็นเซ็กส์แฝงอยู่ในโฆษณาทุกๆ วัน ฉันว่าวิธีดีที่สุดในการจัดการกับระบบบริโภคบรมห่วยที่ล้างสมองเราอยู่นี่ก็คือการมีเซ็กส์ดีๆ ถ้าคุณมีความสุขทางเพศเต็มที่ โฆษณาพวกนั้นก็ไม่มีผลใดๆ กับคุณ นั่นคือก้าวแรกเท่านั้น ถ้าคุณถามถึงปริมาณเลือดในงานของฉันล่ะก็ ขอบอกว่าเลือดก็คือส่วนประกอบหนึ่งในระบบไหลเวียนของมนุษย์เรา ไม่เห็นว่ามันจะมืดหม่นตรงไหน แถมฉันยังชอบสีสันของมันอีกด้วย

แล้วเรื่องปืนล่ะ ดูคุณจะหมกมุ่นซะเหลือเกิน
ฉันว่าคนดูนั่นแหละที่หมกมุ่น ปืนก็คือสัญลักษณ์ของ 1. ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีของเรา เราต้องรู้จักเทคโนโลยี ถึงจะใช้มันได้ 2. ความโกรธเกรี้ยวที่จำเป็นในการปฏิเสธสิ่งที่สังคมบริโภคนิยมพยายามยัดเยียดให้เรา สาวๆ ในภาพฉันพร้อมจะเตะถีบต่อสู้ เมื่อไหร่คุณได้อิสรภาพ โทสะและความรุนแรงก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่คุณต้องการมันแน่ระหว่างการเริ่มต้น

คุณฟังเพลงหรือเปล่าเวลาที่วาดรูป
แหม คงต้องถามใหม่แล้วล่ะว่า ฉันวาดรูปหรือเปล่าเวลาที่ฟังเพลง ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญต่อฉันและผลงาน ฉันชอบเพลงร็อค/ป็อป/เมทัล ยุค 80 เพลงพวกนั้นกับ โอเปร่า

คุณว่าคนอื่นๆ มีปฏิกิริยายังไงกับภาพวาดของคุณ
ที่พวกเค้าเขียนมาในอีเมลก็มี...เจ๋ง, มันส์, เซ็กซี่, ช็อคสุดๆ มีหมดล่ะ...สุดยอดมากกกกกก, เกิดอารมณ์นิดๆ, แล้วก็ ลิซ่า คุณคือพระเจ้า!!!, ฉันชอบภาพเขียนโคตรเจ๋งของคุณ, คุณทำให้ฉันร้องไห้ หัวเราะ และต้องการ..., งานของคุณ fucking amazing จริงๆ... น่าสนใจ, มั่นใจ, หนักแน่น, สร้างสรรค์, เซ็กซี่, เริ่ด, แปลกใหม่...และอื่นๆ และอื่นๆ แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ ดูเหมือน Fucking Amazing จะเป็นคำชมที่ถูกใช้บ่อยที่สุด

http://lisa-alisa.com/

by SunDay-Syndrome

ตั้งแต่จบจากวิทยาลัยศิลปะ มอนโรก็สร้างงานศิลปะโดยเล่นกับเรื่องราวต่างๆ ในธรรมชาติ การกินพวกเดียวกันเอง การตาย การเกิด การนอนหลับ ความฝัน และการผจญภัย การใช้กลุ่มสีเอิร์ธโทนเรียบๆ สร้างบรรยากาศล่องลอย ขับเน้นเรื่องราวที่เขาบอกเล่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มอนโรบอกว่า งานของผมคือส่วนผสมระหว่างบุคลิกประหลาดที่หลอมรวมกับธรรมชาติ

สถานภาพปัจจุบันครับ อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ขี้เกียจหรือเปล่า
อายุ 25 พักอยู่ในลอสแองเจลิส ไม่ค่อยขี้เกียจ แต่บางทีก็เสียสมาธิง่ายไปหน่อย

คุณเริ่มวาดรูปและวาดการ์ตูนตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้ไหมว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจ
ผมเริ่มวาดเล่นๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนอยู่ไฮสกูลผมก็เริ่มวาดกราฟิตี้ และตั้งแต่นั้นก็พยายามพัฒนาผลงานตัวเองมาเรื่อย ผมเคยสะสมการ์ตูนเหมือนเด็กคนอื่นแหละ แต่ไม่เคยได้อ่านเท่าไหร่ ผมวาดการ์ตูนเพื่อเพิ่มรายละเอียดให้งานศิลปะที่ทำ แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนอยู่ดี

คุณมีงานอดิเรกหรือความสนใจอะไรนอกเหนือจากงานศิลปะบ้างมั้ย
ผมสนใจต้นไม้ ตอนนี้อยากสะสมกระบองเพชร และผมก็สะสมแมลงนิดหน่อยด้วย

อะไรคือศิลปะบริสุทธิ์
ไม่รู้สิ ผมยังพยายามหาคำตอบอยู่ อาจจะเป็นบางสิ่งหรือบางภาพที่เชื่อมโยงกับอารมณ์หรือความรู้สึก

ใช้ยาเสพติดอะไรบ้างครับ
ไม่ใช้ครับ นอกจากจะเรียกกาแฟเป็นยาเสพติด

นิตยสารเล่มโปรดล่ะ
ไม่มีครับ ถ้ามีก็ You Are Here ครับ (โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล)

ผลงานคุณในซีรีย์ Tadpole ทำให้ผมนึกถึงความสร้างสรรค์ตามแบบฉบับ Hieronymus Bosch ศิลปินคนไหนเป็นแรงบันดาลใจให้คุณสูงสุด
Bosch ยอดมากเลย แต่ก็ไม่เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจหลัก... และผมไม่แน่ใจหรอกว่าใครใช่ ผมชอบ Takashi Murakami, Ai Yamaguchi, The Clayton Brothers, Marcel Dzama, Roy Lichtenstien, Edgar Degas และอื่นๆ อีกมาก เพื่อนผมๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยกว่าก็เป็นแรงบันดาลใจของผมเหมือนกัน นอกจากนี้ ผมยังชอบธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ผมว่าผมเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นและช่างวิเคราะห์เรื่องต่างๆ มาตลอด

ผมรู้สึกว่ามีแนวคิดอะไรบางอย่างในภาพเขียนของคุณ ถ้าผมคิดถูก มันคืออะไรครับ
มีหลายอย่างที่ผมมองเห็นในชีวิต ความสุข ความเศร้า การงาน ความตาย อาหาร การอยู่รอด มิตรภาพ และศัตรู ผมว่าส่วนใหญ่ภาพวาดผมก็คือภาพจำลองประสบการณ์ชีวิตผมนั่นแหละ ศิลปินหลายคนคงเป็นอย่างนี้

คุณว่าหน้าที่ของศิลปินคืออะไร สื่อสารความคิดหรือว่าขายงาน
ขอตอบอย่างอื่นแล้วกัน ผมว่าเรื่องสำคัญสุดของศิลปินคือการแสดงตัวตนออกมาสักทาง นั่นล่ะเรื่องพื้นฐาน มันไม่ต้องสื่อความคิดอะไรออกมาหรอกนอกจากเขาจะอยากทำอย่างนั้น ขายได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเอาแต่ทำงานเพื่อให้ขายดีโดยไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เขาอยากทำ ก็ต้องถือว่าห่วย ก่อนอื่น คนเราต้องจริงใจกับตัวเอง แล้วค่อยสื่อสารกับคนอื่นเพื่อสื่อความคิดหรือขายของ

www.brendanmonroe.com/

by SunDay-Syndrome

Dalek หรือ James Marshall เป็นศิลปินเจ้าของคาแรกเตอร์ Space Monkey ลิงอวกาศที่แสนเพี้ยนและเป็นสุดที่รักของใครๆ หลายคน เขาเข้ามาสู่วงการตั้งแต่ปี 1992 และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ทำตัวเหมือนกระต่ายสีชมพู พรีเซนเตอร์แบตเตอรี่ Energizer ที่สร้างความประหลาดใจให้วงการศิลปะไม่หยุดหย่อน ด้วยลิงสีสันสุดป็อปที่อาจจะดูน่ารักน่ากอด แต่ก็มีเขี้ยวคมกริบและมือที่กวัดแกว่งใบมีด Marshall ก็เหมือนเด็กอเมริกันคนอื่นๆ ที่สร้างสไตล์งานขึ้นมาจากความบอบช้ำวัยเด็กและการถูกเลี้ยงดูมากับกล่องทีวี ผสานกับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบสตรีท

คุณเป็นใคร
ผมเกลียดคำถามแบบนี้มาตลอด... ผมก็คือผม การได้รู้จักผม ก็คือการรักผม

คุณเริ่มวาดรูปตั้งแต่เมื่อไหร่
ผมเริ่มทำกราฟิตี้ปี 1993 แล้วมาวาดบนผืนผ้าใบตอนต้นปี 1997 เพราะเพื่อนคนนึงอยากได้ไปติดในบ้าน

สไตล์ของคุณคือ
ความไร้แก่นสารสิ้นดี

คุณจะอธิบายมันว่ายังไง
ป่วนประสาท... ผมต้องลดการดื่มกาแฟลงไปเลย ไม่งั้นคงไม่มีอะไรหลุดออกไปจากสตูดิโอได้หรอก

งานคุณต้องการจะบอกอะไร
โลกนี้จะดีขึ้นอีกมากถ้ามันเป็นสีชมพูแปร๊ด

Space Monkeys คือตัวแทนของใคร
หลักๆ ก็คือ คุณและผม อาจจะเป็นผมมากกว่าคุณ... นั่นแหละหัวใจ...

นี่ก็กว่าสิบปีแล้ว การทำงานกับคาแรกเตอร์เดิมๆ มานานขนาดนี้เป็นยังไงบ้าง คุณรู้ตัวหรือเปล่าเวลาวาดหรือว่ามือมันไปเอง
มันเยี่ยมมาก... ผมยังมีสติดีอยู่ทุกประการเวลาวาด... ผมมองหาวิธีทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา... ผมชอบการเล่นกับไอเดียหนึ่งๆ ไปเรื่อยๆ...

ผมอ่านมาจากไหนไม่รู้ว่าลิงพวกนั้นกำเนิดขึ้นมาได้จาก เบ้าหลอมในจิตใต้สำนึกจากการดูการ์ตูนมากเกินไป ตอนเด็กๆ คุณติดการ์ตูนตัวไหนหรือ
ทุกตัวเลย! Donald Duck, Mickey Mouse, Bugs Bunny... พวก Looney Toons ทั้งหมด... Tom & Jerry, Popeye, Woody Woodpecker, การ์ตูน Hanna Barbara ทั้งหลาย... Atom Ant, Secret Squirrel, Herculoids, Magilla Gorilla, Jetsons, Flintstones, Speed Racer, Star Blazers, Battle of the Planets, Marine Boy และอื่นๆ และอื่นๆ

อะไรคือแรงบันดาลใจของคุณ
สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่รู้จบ แต่ส่วนใหญ่ก็คือ ความไร้แก่นสารของมนุษย์ แต่ผมหมายความถึงในแง่ที่ดีนะ มันเหมือนรายการซิทคอม 24 ชม.

ศิลปินคนไหนบ้างที่คุณชื่นชอบ
Tom Friedman/ Takashi Murakami/ Diego Rivera/ Henry Darger/ Matt Groening/ Jack Cle/ Twist/ Espo/ Reas/ Kaws และอื่นๆ และอื่นๆ

http://www.dalekart.com

by SunDay-Syndrome

In a surreal world i live, Fantasy i breed,
Dreams are my feed. This is who i am. Who i want to be.

เพียงแวบแรกที่ปราดตามองภาพศิลป์ดิจิตอลที่มืดหม่นสะกดสายตาของ Teodoru Badiu หรือที่รู้จักกันในชื่อ Apocryph ใจเราก็ให้ร้อนรุ่มประหนึ่งว่าเจอเนื้อคู่ที่พรากจากกันมาเมื่อเจ็ดแปดชาติที่แล้ว ชะรอยนี่จะเป็นชะตาลิขิตแห่งรักแรกพบของสาวกผู้บูชาความหลอนอย่างเรา อย่ากระนั้นเลย เข้าไปทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นดีกว่า

อารมณ์หม่นมืดสไตล์โกธิกในงานคุณดูเหมือนจะได้อิทธิพลมาจากวิถียุโรปดั้งเดิม คุณว่าไหม
บอกไม่ถูกอ่ะครับ งานของ Bosch ดูจะมีอิทธิพลต่อผมมากที่สุด แต่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องหรือขนบธรรมเนียมใดแบบยุโรปเวลาคิดงาน ก็แค่ทำตามภาพในหัวโดยไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น มันเป็นไปตามภาพที่ผมรับรู้จากภายในและความรู้สึกที่มีอยู่ตอนทำงานชิ้นนั้นๆ เท่านั้นแหละ

คุณมีความป่วยหรือความผิดเพี้ยนทางใจมั่งมั้ย
ไม่มีแฮะ อันที่จริง ผมเป็นคนตลกและมีความสุขดีเลยล่ะ (ว้า!) เป็นปริศนาลึกลับอยู่ว่าไอ้ด้านมืดแบบนั้นโผล่เข้ามาในงานผมได้ยังไง คนรอบตัวผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ผมไม่ได้พยายามหาคำตอบหรอก ก็แค่ยอมรับแบบที่มันเป็น มันคือส่วนหนึ่งของผม และผมก็ใช้ชีวิตอยู่กับมันได้อย่างสงบสุขดี

คุณสะสมโครงกระดูกไว้ถ่ายรูปและสแกนเพื่อใช้ในการทำงานใช่มั้ย
แหงสิครับ และไม่ได้มีแค่กระดูกหรอกนะ มีทั้งขนนก ต้นไม้ ชิ้นไม้ เศษกระดาษข้างถนน ตุ๊กตามือสอง ไม้กางเขน เปลือกหอยทาก แมลง ผีเสื้อ และของเล่นเก่าๆ นกสต๊าฟ ปีก และของอื่นๆ ที่พอจะมีประโยชน์กับการสร้างงาน บางทีผมก็สร้างของพวกนี้ขึ้นมาเองในเวลาจำเป็น เช่นประติมากรรมจากขดลวด ไม้ หรือดินเหนียว

อะไรทำให้คุณสนใจทำงานศิลปะดิจิตอลเป็นอาชีพ
ความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ทุกสิ่งที่ต้องการ ทั้งรูปลักษณ์และความรู้สึกจากจินตนาการ หนึ่งในเหตุผลหลักๆ ที่ผมใช้เทคนิคดิจิตอลก็เพราะความสะดวกรวดเร็วในการสร้างงานจากไอเดียแรกเริ่มไปจนถึงผลลัพธ์ขั้นท้ายสุด ทั่วๆ ไปก็ใช้เวลาสองสามวัน แต่ถ้าผมวาดสีน้ำมันลงบนผ้าใบก็ต้องใช้เวลาสองสามอาทิตย์ขึ้นไป ผมชอบทำงานให้เสร็จไปทีละชิ้น เวลาผมมีไอเดีย ผมจะหมกมุ่นมาก วางมือไม่ได้จนกว่ามันจะเสร็จ พอเห็นมันสำเร็จลุล่วงแล้วนั่นแหละ ผมถึงจะมีกะจิตกะใจคิดงานชิ้นอื่นๆ ต่อ

งานมืดๆ ของคุณได้แนวความคิดมาจากเรื่องอะไรมากที่สุด
แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องศาสนา การต่อสู้อันไร้จุดจบของความดีและความชั่ว ผมชอบใช้สัญลักษณ์ในเชิงเสียดสีประชดประชัน อย่างรูปแอปเปิ้ล ไม้กางเขน ตุ๊กตาหน้าใสซื่อที่มีรังสีแห่งความชั่วร้าย เป็นต้น

คุณว่าอีกหน่อยงานคุณจะพัฒนาไปในแนวทางไหน
ไม่รู้แน่หรอกครับ รู้แต่มันต้องพัฒนาอยู่แล้ว ที่แน่ๆ คือผมจะใช้ภาพ 3D มากขึ้น และลองหันไปจับอะนิเมชั่น อนาคตเป็นเรื่องคาดเดาไม่ได้ ซึ่งก็ดีนะ ใครจะไปรู้ว่ามันเตรียมเซอร์ไพรส์อะไรไว้บ้าง

คุณว่างาน 3D จะเปลี่ยนแปลงแนวทางหรือทำให้คุณได้ปลดปล่อยอะไรมากขึ้นไหม
ผมไม่คิดว่ามันเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่อะไร แค่เพิ่มมิติให้งานมากขึ้น ทำให้มีวิธีแสดงออก วิธีทำงาน และสร้างมุมมองใหม่ๆ ผมแค่รู้สึกว่าถึงเวลาต้องหันมาจับทางนี้แล้ว และก็หวังว่ามันจะทำให้ผลงานผมแตกต่างจากคนอื่นมากขึ้นไปอีก

คำถามหลังไมค์: พี่มีเมียรึยังคะ
มีแล้วฮะ มีลูกแล้วด้วย

งั้นช่วยไสหัวกลับไปเลี้ยงลูก ณ กรุงเวียนนาด่วนเลยค่ะ อย่ามาทำให้วัยรุ่นเซ็ง (คลาดเนื้อคู่ไปอีกหนึ่งชาติ โอ้อนิจจา ! เราเจอกันช้าไป)
(- -)

http://www.scene360.com/xtra/InDetail/16_teo/teodorubadiu.html

by SunDay-Syndrome

เจเรมี่ ฟิช ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในวงการสเก็ตบอร์ดและโลกศิลปะ งานของเขาปรากฏอยู่ทุกที่ ตั้งแต่แกลลอรี่ กำแพงถูกกฎหมาย กำแพงผิดกฎหมาย นสพ. นิตยสาร หนังสือ แผ่นสเก็ตบอร์ด ล้อสเก็ตบอร์ด ฯลฯ อีกมากมาย เจเรมี่ไม่ได้เป็นเพียงศิลปินผู้ประสบความสำเร็จ เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้นำ (อย่างไม่เป็นทางการ) ของแก๊งอันธพาลใจโหดเลือดเย็นที่ชื่อ The Silly Pink Bunnies (ย่อว่า SPB) เจเรมี่และกองกำลังทหารกระต่ายเป็นกลุ่มอิทธิพลที่น่าเกรงขาม เราขอแนะนำคุณอะไรอย่างนะ ถ้าคุณบังเอิญไปเจอคนพวกนี้เข้ากลางถนน ขอแนะนำให้ถอยกรูดๆ และวิ่งหนีไปให้ไกล พูดจริงๆ นะ พวกเขาจะเชือดคอคุณเล่นสนุกๆ และหัวเราะขำขณะเซ็นชื่อแต่ละคนและประทับตราแก๊งบนกำแพงด้วยเลือดสดๆ ของคุณ... ยอดไปเลยใช่มะ

คำเตือนก่อนอ่านบทสัมภาษณ์: จงระวังอย่าปล่อยให้เสน่ห์ของนายเจเรมี่ล่อลวงคุณได้ เพราะจริงๆ แล้วเขาเป็นฆาตกรเลือดเย็นจริงๆ นะ ขอบอก

เจเรมี่ คุณมาสนใจศิลปะได้ยังไง
ตอนเด็กผมใช้เวลาส่วนใหญ่กับศิลปะ พอโตขึ้นมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ผมถนัด ผมเรียนวิชาอื่นห่วยหมด แต่วิชาศิลปะเป็นอย่างเดียวที่ผมรู้สึกดีกับมัน แม่ผมเป็นครูก็เลยสนับสนุนเต็มที่ ผมต้องขอบคุณแม่เรื่องนี้มาก คนอื่นๆ ในบ้านมีแต่บอกว่า แกทำบ้าอะไรของแก?

แล้วคุณเข้ามาสู่วงการสเก็ตบอร์ดได้ยังไง
อะไรที่คุณชอบตอนเด็ก พอโตขึ้นมา คุณก็จะเลิกชอบมันไปเอง ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีวันเลิกเลย และปรากฏว่าผมติดมันหนึบ มันเป็นวิธีที่ผมสามารถหาเงินได้กับอะไรที่ผมชอบ การทำกราฟิกสเก็ตบอร์ดนี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไว้ก่อนเลย มันเกิดขึ้นเอง

ไม่รู้ว่าเป็นความลับสุดยอดที่คุณจะคายออกมาได้หรือเปล่า แต่ไอ้เรื่องแก๊ง Silly Pink Bunnies จริงๆ แล้วมีความเป็นมายังไงและมีสมาชิกกี่คนกันแน่
ผมมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้หลายเวอร์ชั่นเลยนะ จริงๆ แล้วมันเป็นตลกวงในที่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ น่ะ สำหรับผม มันแปลกดีที่ได้เห็นเรื่องไม่เป็นเรื่องกลับกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้ และเห็นคนที่โตๆ แล้วอยากเข้าชมรมลับนี้ซะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันออกจะเป็นเรื่องงี่เง่า ทุกวันนี้สมาชิกชมรมคงต้องมีสักร้อยเป็นอย่างน้อย แล้วผมก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย...

คุณเคยฆ่าคนมาก่อนไหม
ไม่ ไม่เคยเด็ดขาด ผมมีคนคอยจัดการเรื่องพรรค์นั้นให้น่ะ

แผนการใหญ่ต่อไปของคุณคือ
ฝึกการเกลียดตัวเองขั้นปรมาจารย์

คุณรู้สึกยังไงกับอาหารตัดแต่งพันธุกรรม และการตายของ แบร์รี่ ไวท์
อาหาร GM ก็ดีนะ ถ้ามันกินอร่อยและทำให้ผมตายไวขึ้น ส่วนแบร์รี่ ไวท์ ก็ทำดนตรีดีๆ เยอะ จงไปสู่สุขคติเถอะ แบร์รี่ r.i.p. สุดที่รัก

คุณว่าไมเคิล แจ็กสันมีความผิดจริงรึเปล่า
โอย ไม่หรอก ปล่อยเขาไปเถอะ ไอ้พวกเวรตะไลนั่น

คนเพี้ยนที่สุดที่คุณเห็นบนถนนเช้านี้คือใคร และทำไมคุณถึงคิดว่าเค้าเพี้ยน
ผู้ชายที่มีผ้าห่มพันรอบตัว มันเพี้ยนเพราะถ้าผมมีผ้าห่มแบบนั้น ผมคงไปงีบหลับที่ไหนสักแห่ง ไมใช่เดินเตร็ดเตร่ในละแวกห่วยๆ แบบนี้

คุณเชื่อในเวทย์มนตร์รึเปล่า
เออ เชื่อว่ะ พ่อมดและเรื่องเวรๆ เทือกนั้น

แล้วเชื่อในพระเจ้ามั้ย
อ่า...

วาระสุดท้ายของชีวิต สมมติว่าคุณนอนอยู่บนเตียง มีเวลามากมายให้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ ... คุณว่าคุณจะพูดอะไรเป็นคำสุดท้ายก่อนตาย
ปุ๊นๆ

ทีนี้เมื่อคุณได้รู้จักเขาดีขึ้นอีกนิดแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปดูผลงานที่เว็บไซด์ของเขา www.sillypinkbunnies.com ด้วยล่ะ

by SunDay-Syndrome

ฝันร้ายแสนหวาน? โศกนาฏกรรมที่สัมผัสได้? อะไรคือนิยามที่เหมาะเจาะสำหรับผลงานของ Luke Chueh เมื่อแรกเห็น คุณคงเห็นเพียงความน่ารักของตัวการ์ตูนรูปหมี ลิง และกระต่ายสไตล์แมงก้า แต่ตัวการ์ตูนเหล่านี้ถูกจับมาอยู่ในหายนะอันน่าเยาะหยัน อย่างเจ้าหมีน้อยโดนไฟคลอกที่พบว่าก๊อกเปิดน้ำฝักบัวหลุดออกมา ทำให้เขาต้องมอดไหม้ต่อไป หรือกระต่ายแสนน่ารักที่ยืนหันหลังให้คนดูเพื่อพักอัดบุหรี่ให้เต็มปอด ความหม่นมืดในงานของ Luke มีที่มาจากชีวิตวัยเด็กที่ไม่ค่อยเป็นสุขนัก เพราะความที่เป็นเด็กจีนในอเมริกาในชุมชนของคนกลุ่มน้อย ความเปลี่ยวเหงาคือสิ่งที่เห็นได้ชัดในภาพเขียนของเขา โชคดีที่เขาใช้ความอึดอัดกลัดกลุ้มมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะ และถึงแม้ภาพของเขาจะทำให้คุณรู้สึกเห็นใจบรรดาตัวการ์ตูนน่าเวทนาเหล่านี้ มันก็ยังมีอารมณ์ขันแบบแดกดันที่บอกเราว่า เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าคุณจะดูน่ารักหรือไร้พิษสงสักปานใด แต่ที่สุดแล้ว งานของ Luke ก็คือเส้นแบ่งเขตระหว่างโศกนาฏกรรมและเรื่องชวนหัว เขารู้ว่าเราอยู่บนโลกที่บรรดาสัตว์ขาด้วนได้รับรองเท้ากีฬาเป็นของขวัญ แต่มันก็น่าขำดีไม่ใช่หรือ...

อะไรคือแรงบันดาลใจของคุณ
นอกเหนือจากประสบการณ์ชีวิตทั่วๆ ไป ก็มีบทสนทนากับเพื่อนๆ และคนในครอบครัว และรายการทีวี ผมว่าผมได้แรงบันดาลใจสูงสุดมาจากเพื่อนๆ ศิลปิน

ดูเหมือนงานคุณจะประกอบได้ด้วยตัวการ์ตูนหน้าตาใสซื่อและเรื่องราวบิดเบี้ยวหักมุม คุณได้ไอเดียนี้มาจากไหน
ผมชื่นชอบผลงานของ Gary Baseman และ Mark Ryden ผมเลยนำวิธีการเล่าเรื่องของพวกเขามาใช้ ถ้าพูดถึงเนื้อหาในงานผม ผมขอพูดตรงๆ เลยว่าชีวิตผมไม่ได้ดิบดีอะไร ถ้าไม่ได้ถูกคนอื่นรังแก ผมก็เป็นคนบ่อนทำลายชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ไอ้ไอเดียเหล่านี้เลยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติน่ะครับ

พวกดีไซเนอร์มักมีช่วงเวลาขึ้นๆ ลงๆ ...แบบว่ามีช่วงหัวตื้อน่ะ เวลาคุณคิดอะไรไม่ออก คุณทำยังไง
ผมพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการทำงานเวลา หัวตื้อ คือ ไม่ทำอะไรเลย

ถ้าพรุ่งนี้เช้า คุณตื่นขึ้นมาและมีความสามารถพิเศษใหม่ขึ้นมาราวปาฏิหาริย์ ไอ้ความสามารถพิเศษนั้นจะเป็นอะไร
ความสามารถในการบิน

มีคำแนะนำอะไรให้น้องๆ ศิลปินบ้างมั้ย
ผมอ่านหนังสือ "Summon Monsters? Open the Door? Heal? Or Die?" ของ Takashi Murakami เจอคำพูดของ Michael Darling เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งลอสแองเจลิส ซึ่งกล่าวว่า ถ้าผมต้องให้คำแนะนำแก่บรรดาศิลปินหน้าใหม่สักคำสองคำเพื่อให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ผมก็จะขอบอกว่า จงมีที่มาที่ไปอันแข็งแกร่งหนุนหลังความอุตสาหะ และสื่อสารกับผู้ชมด้วยภาษาแห่งวัฒนธรรมสาธารณ์

คำที่คุณชื่นชอบที่สุด 5 คำ:
Fuck
Shit
Sardonic (ขมขื่น)
Esoteric (ลับเฉพาะ)
Forlorn (เปล่าเปลี่ยว)

www.lukechueh.com

by SunDay-Syndrome

เธอคือศิลปินลายผ้าชาวญี่ปุ่นที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในชิคาโก ผลงานที่โดดเด่นของเธอคือคอลลาจลายผ้าอันยุ่งเหยิง ทันทีที่ได้เห็นงานของไอ คิชิม่า สีสดใสเป็นล้านเฉดสีจะพุ่งเข้าสู่ประสาทรับรู้ของคุณ ทำให้คุณมึนงงไปพักใหญ่ ก่อนจะหลงใหลไปกับโลกสีสวยที่ประกอบไปด้วยชิ้นผ้าหลากหลายซึ่งเย็บรวมสองวัฒนธรรมในโลกเก่าและใหม่ปะติดปะต่อเข้าไว้ด้วยกัน

ผลงานของคุณใช้เทคนิคในงานผ้าหลายอย่าง เช่น การเย็บ การทอ และการพิมพ์ลาย คุณเริ่มสนใจงานผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่และอะไรทำให้สนใจ
คุณย่าเป็นคนสอนให้ฉันเย็บผ้า ถักโครเชต์ และถักนิตติ้งตั้งแต่เด็ก ฉันชอบขลุกอยู่ในร้านการฝีมือเป็นชั่วโมงๆ ฉันทำเสื้อผ้าใส่เองตั้งแต่วัยรุ่น แต่ไม่เคยคิดจะเรียนต่อด้านนี้หรือยึดมันเป็นอาชีพ จนครูสอนศิลปะในวิสคอนซินแนะนำให้ฉันไปโรงเรียนศิลปะ ตลอดชีวิตฉัน ฉันคลั่งไคล้เรื่องสีสัน ภาพ และลายผ้ามาตลอด การทำงานผ้าจึงเป็นเรื่องธรรมชาติมากสำหรับฉัน

ผ้าปูเตียงเด็ก ผ้านวม ผ้าม่านเก่าๆ และกิโมโนที่ใช้ในงานของคุณ คุณใช้เวลาหาซื้อของพวกนี้ตามร้านนานมั้ย หรือว่าเอามาจากบ้านตัวเอง
ฉันหลงใหลผ้าทุกชนิด แต่ชอบผ้าเก่าสไตล์วินเทจเป็นพิเศษ ฉันสะสมผ้ากิโมโนโบราณที่รวบรวมมาจากตลาดนัดในโตเกียวเป็นเวลาหลายปี แต่ฉันย้ายมาชิคาโกแล้ว เลยไปซื้อผ้าตามร้านมือสองอาทิตย์ละครั้ง ฉันตามล่าของพวกนี้ได้เป็นชั่วโมงๆ เลย

ในงานของคุณ มีคาแรกเตอร์หลายตัวที่เป็นขวัญใจเด็กอเมริกัน อย่าง ซานตาคลอส, ตัวการ์ตูนวอลท์ ดิสนีย์, สไปเดอร์แมน, แฮรรี่ พอตเตอร์ และแม้แต่รถไฟโทมัส มันคือการแสดงมุมมองของคนนอกที่มีต่อวัฒนธรรมอเมริกันหรือเปล่า ผมสังเกตว่าหลายสิ่งในภาพคุณแสดงออกถึงความหมกมุ่นในลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมซึ่งถูกยัดเยียดผ่านสื่อโฆษณามาตั้งแต่วัยเด็ก คุณต้องการสื่อเรื่องราวด้านมืดแบบนั้นหรือเปล่า
ฉันผสมผสานสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในวัฒนธรรมร่วมมาสร้างคุณค่าทางศิลปะให้มันใหม่ สร้างมุมมองแบบกวีมาแทนที่ความหมายเดิมของมัน เพื่อเผยให้เห็นแก่นของความเป็นมนุษย์และมุมมองส่วนตัวของฉันที่มีต่อโลก

มีความเป็นญี่ปุ่นอยู่ในผลงานคุณเช่นกัน อย่างกิโมโน ตัวการ์ตูน สไตล์ในรายละเอียด คุณต้องการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองในญี่ปุ่นและอเมริกาผ่านชิ้นผ้าในงานหรือเปล่า
ฉันโตขึ้นมาในญี่ปุ่นก็จริง แต่นี่ไม่ได้อยากจะปฏิเสธสายเลือดตัวเองนะ ฉันไม่ค่อยอยากให้ใครรู้หรอกว่าเป็นคนชาติไหน ฉันเชื่อว่ามุมมองที่มีต่อโลกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราทุกคน และสิ่งที่ฉันอยากแสดงออกในงานคือเราต้องจำไว้ว่าเราไม่ใช่สิ่งปัจเจกที่แยกออกมาโดดเดี่ยว แต่เป็นสิ่งที่สอดประสานโยงใยกันในเครือข่ายแห่งชีวิต ฉันไม่ได้อยากเน้นความเป็นญี่ปุ่นมากนักหรอก

คุณตั้งชื่องานได้น่าสนใจมาก อย่าง Erehwon และ Usagi มันหมายความว่าอะไร
Erehwon ก็คือ Nowhere สะกดจากหลังไปหน้า มันยังเป็นชื่อนิยายสมัยศตวรรษที่ 19 แต่งโดย Samuel Butler อย่างที่บอกไปแล้ว ฉันพยายามสร้างมุมมองใหม่มาแทนที่ความหมายเดิมของสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมสากล ฉันตั้งชื่อนี้เพราะมันมีความหมายแฝงในตัวเอง
ส่วน Usagi นั้นแปลว่า กระต่าย ในภาษาญี่ปุ่น เพราะในภาพนั้นมีกระต่าย

คุณวางแผนล่วงหน้าสำหรับงานแต่ละชิ้นลึกไปถึงรายละเอียดยิบย่อยหรือเปล่า หรือคิดขึ้นมาระหว่างลงมือทำ
ฉันไม่ได้วางแผนหรอก ฉันดูสี ดูเนื้อผ้า รูปร่าง ทิศทาง สิ่งรายล้อมรอบข้าง และอื่นๆ แล้วก็หาตำแหน่งที่เหมาะกับมัน แล้วภาพที่ถูกทิ้งเหล่านั้นก็กลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

ศิลปินคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพลในงานของคุณ
ศิลปินคนโปรดของฉันเมื่อปีก่อนคือ Matthew Ritchie ส่วนฤดูใบไม้ผลิปีนี้ฉันตั้งตารอดูผลงานของ Thomas Hirschhorn อยู่

http://www.artic.edu/~akijima/

by SunDay-Syndrome

We dont want to fight in your beast war ประโยคข้างต้นคือตัวตนของ David Barnes ภาพของเขานำเราเดินทางเข้าถึงจิตวิญญาณของยุคฮิปปี้ โลกบุปผาชนที่มนุษย์นับถือในความต่างของกันและไม่เข่นฆ่ากันเองเพราะความเขลากับมุมมองคับแคบ David สร้างโลกของเขาขึ้นมาด้วยสองมือ สีสัน ความสร้างสรรค์ และความรัก ที่คงไม่ต่างจากเมื่อพระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งอัศจรรย์อันใดก็ตามแต่ สร้างโลกและจักรวาลที่โคตรจะสวยงามนี้ขึ้นมาให้มนุษย์เหยียบย่ำทำลาย

แนะนำตัวเองหน่อยครับ
ผมเกิดวันหลังวันฮัลโลวีนวันหนึ่ง ผมไม่ชอบโบสถ์เท่าไหร่แต่แม่ก็บังคับให้ไป และให้ผมไปในวันฮัลโลวีนนั่นแหละ ผมเลยต้องไปโบสถ์ในชุดมัมมี่หรือชุดโครงกระดูกปีละครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนั้นส่งผลอะไรกับตัวผมรึเปล่า แต่การจ้องมองชายบนไม้กางเขนที่ว่ากันว่าเขารักเราขณะแต่งตัวเป็นซอมบี้คงต้องมีผลอะไรกับสภาพจิตใจเด็กที่กำลังเติบโตแน่ๆ

คุณเกี่ยวข้องยังไงกับวง Montreal ทำไมถึงไปทำปกอัลบั้มให้พวกนั้นได้
เควิน (นักร้อง)เป็นพี่ชายผม เราสนิทกันมาก และผมก็สนิทกับสมาชิกคนอื่นๆ ในวงทุกคน ผมวาดรูปตลอดเวลาแหละ แต่ไม่เคยคิดจริงจัง แต่ตอนเด็กๆ เควินเป็นคนบอกผมว่าสิ่งที่ผมทำคืองานศิลปะ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เขาทำให้ผมคิดวาดรูปจริงๆ จังๆ และฝึกฝนมากขึ้น

ผมเห็นสไตล์ที่แน่ชัดอยู่ในงานของคุณ คุณทำงานสไตล์นี้มาตลอดเลยหรือ
เร็วๆ นี้ผมเพิ่งวาดรูปเล่นกับหลานๆ และก็ตระหนักว่าวิธีการวาดรูปของผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยนับจากตอนเด็กๆ เนื้อหาน่ะต่างไป มีความคิดและคอนเซ็ปท์มากขึ้น แต่เวลาผมวาดรูป ผมก็ยังคงมีความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นของเล่นอะไรทำนองนั้นอยู่เลย

ผมเห็นรูปปีศาจและเทวดาในงานคุณบางชิ้น นั่นวาดเล่นขำๆ หรือมีนัยยะเชิงศาสนาครับ
ส่วนใหญ่วาดสนุกๆ มากกว่านะ ผมชอบเล่นกับไอเดีย ถ้าคุณวาดคนสองคนกินแซนด์วิชด้วยกัน มันก็เฉยๆ แต่ถ้าวาดปีศาจกับเทวดากินแซนด์วิช ก็จะเกิดคำถามขึ้นทันที แต่ความจริงแล้วไอ้คนสองคนที่นั่งกินแซนด์วิชด้วยกัน มันก็อาจเกลียดกันอยู่ในใจก็ได้ แต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง ผมเลยใช้สัญลักษณ์แทน เป็นภาษาภาพที่เห็นชัดดี
ผมไม่สนใจองค์กรศาสนา แต่สนใจในศาสนา ตำนาน นิทาน และทุกอย่างที่พยายามหาเหตุผลการดำรงอยู่ของโลก ผมชอบเรื่องราวต่างๆ และชอบภาพเขียนที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเหล่านั้น ผมว่าผมออกจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้อยู่บ้าง สำหรับผม พระเจ้าคือคนที่สร้างสรรค์ฉิบหาย ทำงานหนักหนาจนได้สิ่งซับซ้อนและหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่กองไฟไปจนถึงปลากระเบน ต้นกาบหอยแครงไปจนถึงมะเร็ง มนุษย์และออกซิเจน มากมายจนอายุ 80 ก็ยังนับกันไม่หมด แม้แต่ระบบย่อยอาหารของคนเราก็ทำให้ผมโคตรทึ่ง ผมว่าพระเจ้าคือพลังสร้างสรรค์ ผมเลยหงุดหงิดนิดๆ เวลาบางศาสนาบอกว่าเค้าค้นพบคำตอบทุกอย่าง คุณต้องคิดแบบนี้เท่านั้น และพระเจ้าส่งสารผ่านพวกเขา แต่ผมว่าพวกนั้นไม่มีอะไรเหมือนพระเจ้าเลยซักนิด เอาแต่พูดซ้ำซาก ไม่เห็นสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ผมว่าคนที่สร้างแมงกะพรุนขึ้นมาคงเบื่อบรมถ้าต้องไปหมกอยู่ในโบสถ์ ในวัด หรือวิหารอะไรก็แล้วแต่

คุณใช้สีอะไรวาดภาพ บางทีมันดูเหมือนปากกาหรือดินสอสีธรรมดาๆ เรียบดีแท้ เยี่ยมแท้ๆ
ส่วนใหญ่ผมใช้สีน้ำข้นๆ และปากกามาร์กเกอร์ และน้ำหมึก

คุณทำงานด้านอื่นๆ บ้างไหม
ผมทำงานกับพวกออทิสติก มันแปลกและน่าสนใจมาก เพราะวิธีคิดของพวกเขาไม่ธรรมดาเลย ผมต้องพยายามสื่อสารกับพวกเค้า สมองผมเลยคิดอะไรประหลาดๆ ตลอด ซึ่งช่วยเรื่องการวาดรูปได้ดีมาก นี่ถ้าผมทำงานรับเหมาก่อสร้างหรือนักบัญชีล่ะก็ ผมคงไม่สนุกเลยที่ต้องติดแหงกกับโลกความจริงอย่างนั้น

แรงบันดาลใจของคุณคืออะไร
ด้านดนตรี ตอนนี้ผมชอบฟัง Grandaddy, ซาวด์แทรกหนัง Punch-drunk Love, Modest Mouse, Ratatatat, Montreal, B.p. Helium, Shins, Nixon Oval Office
ด้านศิลปะ ผมอ่านหนังสือภาพมากมาย และเพิ่งได้ดูสารคดีเรื่องชีวิตสัตว์ทะเล ภาพเขียนคริสเตียนโบราณ ภาพเขียนอินเดีย และผมก็เพิ่งไป National History Museum ใน NY และได้ดู Curb Your Enthusium, History of the Circus

http://www.thebeewithwheels.com/